|
ผมคิดว่าเวลาคนดูรูป หลายคนคงตั้งคำถามกับความหมายของรูปว่ามันคืออะไร ถ้าจะตอบคำถามนี้ ผมคิดว่าเราอาจจะต้องเริ่มต้นจากการนิยามหน้าที่ของรูปว่ามันมีหน้าที่อะไรก่อน ผมคิดว่ารูปถ่ายเป็นสิ่งที่ยืนยันความทรงจำและความทรงจำนั้นอาจจะสื่อความหมายอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งบางครั้งก็ชัดเจนในตัวของมันเอง แต่บ่อยครั้ง เราต้องอาศัยภูมิหลังอะไรอีกมากมายเพื่อจะได้เข้าใจความหมายที่อยู่ข้างหลังภาพนั้น
อย่างเช่น รูปกรมพระยาดำรงราชานุภาพรูปนี้ เป็นรูปที่ถ่ายตอนที่ท่านอายุยังน้อยอยู่ แต่งตัวธรรมดา นั่งด้วยอาการธรรมดาและกำลังโอบกอดเด็กเล็กๆ ที่แต่งตัวธรรมดาหมดเลยทุกคน ผมคิดว่าหลายคนที่ได้เห็นรูปนี้ จะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูเป็นคนตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ แต่อย่างที่เราทราบๆ กัน ผู้ชาย “ธรรมดาๆ” คนนี้ทรงมีบทบาทในสังคมไทยอยู่มากทีเดียว ทั้งในแง่ของการเมืองการปกครอง วิชาการ และอาจจะรวมไปถึงด้านอื่นๆ อีกมาก ดูรูปนี้แล้วทำให้นึกว่าจริงๆ แล้ว คนแต่ละคนที่เราเห็นนั้นล้วนมีเรื่องราวข้างหลังภาพอยู่อีกเยอะแยะมากมาย ภาพถ่ายยุคแรกๆ รูปถ่ายเป็นประดิษฐกรรมในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกิดมาจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ดูเหมือนว่ามนุษย์เราอยากจะวาด อยากจะบันทึกสิ่งที่ตัวเองต้องการเห็น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ สิ่งแวดล้อมหรือตัวบุคคล ให้เหมือนจริงมากที่สุด ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนก็มีความพยายามที่จะผลิตรูปเขียนประเภทที่เรียกว่า รูปเหมือน (Realistic) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปวาดประเภท portrait มาแต่ดั้งเดิม พอเริ่มมีประดิษฐกรรมรูปแบบใหม่คือรูปถ่ายเข้ามา ซึ่งมีความเหมือนยิ่งกว่าการวาดรูป รูปถ่ายจึงเป็นที่นิยมและเข้ามามีบทบาททดแทนรูปวาดอย่างมาก สำหรับในเมืองไทยนั้น ผมคิดว่าประดิษฐกรรมการถ่ายรูปเริ่มเข้ามาเมื่อปลาย ร. 3 แต่ดูเหมือนว่าเราไม่เคยเห็นรูปถ่ายในสมัยนั้นเลย รูปเก่าที่สุดที่เราจะสามารถพบเห็นได้คือรูปสมัย ร.4 ซึ่งมักเป็นรูปบุคคลที่มีความสำคัญในสมัยนั้น โดยเฉพาะรูปของ ร.4 เองกับสมเด็จพระเทพ ศิรินทราบรมราชินี ซึ่งผมขอเรียกสั้นๆ ว่าสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ ภาพหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือรูปเดี่ยวของพระองค์ เป็นภาพของสตรีไทยที่มีผมสั้น นุ่งห่มสไบตามแบบจารีตของไทยสมัยก่อนและไม่ทรงฉลองพระบาท ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยที่ท่านไม่ได้สบตากับกล้อง เก้าอี้นั้นเป็นเก้าอี้แบบฝรั่งและฉากหลังทั้งหมดเป็นแบบตะวันตก
แน่นอนว่านั่นเป็นยุคสมัยซึ่งโลกตะวันตกได้เข้ามาอยู่ในสังคมสยามแล้ว ผมคิดว่าความน่าสนใจมากๆ อย่างหนึ่งคือท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างหมิ่นเหม่เหลือเกิน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะว่าวิธีการนั่งเก้าอี้แบบคนตะวันตกน่าจะเป็นของใหม่ในสังคมสยาม แต่เดิมนั้น ถ้าเราไม่นั่งลงไปบนพื้น เราก็อาจจะนั่งอยู่บนเตียงตั่ง คือแท่นสี่เหลี่ยมยกพื้นเตี้ยๆ ซึ่งเราอาจจะนั่งด้วยอาการขัดสมาธิ หรือชันเข่า หรือไม่ก็ห้อยเท้า แต่ว่าการนั่งเก้าอี้นั้น ผมมักนึกถึงมันว่าเป็นการนั่งในแบบของโลกตะวันตกหรือจีนมากกว่า ดังนั้น ผมคิดว่าท่านั่งในรูปของสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ นั้นคงเป็นการนั่งที่ไม่สบายเท่าไรนัก ลักษณะอีกประการคือท่านไม่ได้มองกล้อง ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่าท่านถือเป็นหัวหน้าของฝ่ายในหรือนางห้าม อย่าลืมว่าผู้หญิงในราชสำนักของสยามประเทศเป็นผู้หญิงของพระราชาซึ่งเป็นคนที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แต่การถ่ายรูปได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกๆ คนสามารถมองเห็นได้แม้แต่สตรีที่โดยปกติไม่อาจปรากฏตัวให้เห็นในที่สาธารณะ ดังนั้น การที่ท่านไม่มองกล้องนั้น ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นวิธีคิดสองอย่างที่เผชิญกันอยู่ต่อหน้าเราคือในทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านกำลังกลายเป็นของสาธารณะ ทั้งที่ในอีกทางหนึ่ง รูปลักษณ์ของท่านเป็นของต้องห้าม ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจผมอย่างมาก อีกองค์หนึ่งที่มีรูปหลงเหลือให้เราเห็นอยู่มากมายคือ ร.4 ในอากัปกิริยาต่างๆ นานา เช่น ภาพที่มีคำอธิบายว่าท่านทรงสายสะพายแบบ Legion d’Honneur ของฝรั่งเศส เราจะเห็นว่าการแต่งกายของท่านล้วนเป็นแบบตะวันตก ท่านทรงหมวกแบบฝรั่งเศสและห้อยประดับเหรียญตราต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในราชสำนักของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษในรัชสมัยของพระนางเจ้าวิคตอเรีย เมื่อรูปทำนองนี้ถูกส่งไปยังโลกตะวันตก (ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของมันและเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ ร.4 ทรงถ่ายรูปไว้มากมาย) เมื่อฝรั่งได้ดู ก็คงคิดว่า “อ้อ เหมือนกัน”
อีกรูปหนึ่งเป็นรูปของท่านเช่นกันแต่ฉลองพระองค์แปลกมาก เหมือนกับเป็นเสื้อคลุมผ่ากลางด้านหน้ายาวตลอด ปักดิ้นเป็นสองแถบ เสื้อตัวชั้นในดูเหมือนเป็นเสื้อปกติ ไม้เท้าเป็นแบบไม้เท้าของคนเดินทาง อีกอย่างที่น่าสนใจคือท่านนั่งประทับเคียงคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ การปรากฏตัวของบุรุษและสตรีพร้อมกัน บนพื้นที่ที่เท่าเทียมกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรกๆ ของเราที่เกิดภาพของพระราชาและพระราชินีปรากฏต่อสาธารณะในลักษณะนั่งเคียงคู่โดยเท่าเทียมกันบนแผ่นดินสยาม
อย่างไรก็ตาม บางทีรูปนี้อาจไม่ปรากฏต่อสาธารณชนชาวสยามจริงๆ ก็ได้ เพราะตามบันทึกเขียนไว้ว่ารูปนี้เป็นรูปที่ได้พระราชทานแก่ประธานาธิบดีของอเมริกาในสมัยนั้น ซึ่งก็เหมาะสมดีกับความเชื่อของทางตะวันตกในเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันของบุรุษและสตรี ลักษณะที่น่าสนใจอีกประการคือทั้งสองท่านมองตรงมายังกล้องหรือมองคนที่กำลังดูรูปถ่าย และสมเด็จพระเทพศิรินทร์ฯ เองก็มีลักษณะท่าทางไม่เหมือนกับรูปก่อนแล้ว หากเทียบกับรูปถ่ายในสมัยถัดมาคือ ร.5 กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ (พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) แล้ว จะเห็นได้ว่าต่างออกไปเลยทั้งวิธีการแต่งตัวและท่าทาง ทั้งสองพระองค์ทรงดู “ลงตัว” แล้ว คือฝ่ายบุรุษสวมเสื้อแจ็กเก็ตและเป็นเสื้อประดิษฐ์ในแบบของเสื้อพระราชทาน (royal pattern) หรือที่เราเรียกเป็นไทยๆ ว่าเสื้อราชปะแตน ส่วนฝ่ายสตรีเป็นเครื่องแต่งกายแบบประยุกต์แล้ว คือผ้านุ่งเป็นแบบจีบหน้านาง แต่สวมเสื้อแบบที่ฝรั่งเรียกว่า blouse ที่มีแขนจีบพอง (ที่เราเรียกกันว่าเสื้อขาหมูแฮม) ซึ่งเป็นความนิยมในหมู่สตรีตะวันตกในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย ผมคิดว่าจากรูปถ่าย เราเห็น “ความมั่นใจ” ของทั้งสองพระองค์ได้จากอากัปกิริยา และเช่นเดียวกัน เรามักเห็นสิ่งของที่เป็นของโลกตะวันตกอยู่ในฉากหลังของรูปไม่มากก็น้อยอยู่ตลอดเวลา
เมื่อประดิษฐกรรมรูปถ่ายได้เข้ามาอยู่ในราชสำนัก เราจะเห็นว่ามีรูปของพระราชโอรส พระราชธิดาหรือเชื้อพระวงศ์ที่กำลังทรงถือกล้องอยู่กับตัว ในแง่ของการอ่านภาพ ก็หมายความว่าประดิษฐกรรมของใหม่เหล่านั้นได้ถูกควบคุมอยู่ในมือของคนกลุ่มนี้แล้ว ถ้าดูรูปถ่ายของสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ รูปนี้ จะเห็นว่าแม้จะยังทรงพระเยาว์อยู่ แต่ท่านก็ทรงยืนด้วยความมั่นใจ ผมคิดว่าการถ่ายรูปลักษณะนี้น่าจะต้องมีผู้ให้คำแนะนำว่า หนึ่งท่านควรจะแต่งตัวอย่างไร สองควรจะยืนด้วยกิริยาท่าทางแบบไหน
เราจะเห็นสมเด็จฯ ทรงฉลองพระองค์ครึ่งบนเป็นผ้าลูกไม้ซึ่งเป็นแบบที่นิยมเหลือเกินในโลกตะวันตก ผ้าห่มสไบเฉียงนั้นถูกประยุกต์ให้มีการติดช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ เพิ่มการสวมติดอัญมณีต่างๆ ครึ่งล่างเป็นผ้าโจงกระเบนซึ่งเป็นแบบของราชสำนักกัมพูชาซึ่งเรารับเข้ามานานมากจนเรามักลืมไปแล้วว่าที่มาของมันนั้นมาจากไหน ถัดลงไป ท่านสวมถุงเท้าโดยมีลายลูกไม้ประดับที่ด้านบนสุด รองเท้า ฉากหลัง โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนเป็นของตะวันตกทั้งหมด ภาพถัดมาเป็นรูปการละเล่นในราชสำนักฝ่ายใน เราเห็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ซึ่งทรงดูมีอายุมากขึ้นกว่ารูปก่อนๆ ในขณะที่ทรงพักผ่อนอยู่ท่ามกลางหมู่สตรีในราชสำนักที่กำลังเล่นอะไรบางอย่างโดยที่มีคนหนึ่งขี่อีกคนหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นภาพที่แปลกมากเพราะผมนึกไม่ออกว่าในโลกสากล การที่บุคคลคนหนึ่งขี่อีกบุคคลหนึ่งอยู่นั้นจะอ่านความหมายนี้ว่าอย่างไร 
ผมคิดว่าท้ายที่สุด ประดิษฐกรรมรูปถ่ายก็ค่อยๆ ถูกทำให้แพร่หลายออกไปสู่สาธารณะมากขึ้นๆ จากภาพชนชั้นสูงในราชสำนัก ก็ลงไปสู่ชนชั้นกลางและชั้นล่างมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนว่าพัฒนาการเทคโนโลยีรูปถ่ายนั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นแล้วก็ถูกลงไปเรื่อยๆ เรามีรูปถ่ายกันได้สะดวกขึ้นจนผมคิดว่าแทบจะไม่มีใครเลยที่ไม่เคยถูกถ่ายรูป ภาพถ่ายยุคต่อมา การถ่ายรูปในสมัยต่อมานั้น ผมคิดว่ามันเป็นการบันทึกความทรงจำส่วนบุคคลหรือของครอบครัว ว่าได้ผ่านประสบการณ์หรือเหตุการณ์สำคัญบางอย่างร่วมกัน ภาพที่ผมมักจะนึกถึงและประทับใจเป็นอย่างมากคือรูปถ่ายของการไปงานศพของคนในตระกูลจีนทั้งหลาย ผมคิดว่าภาพถ่ายนั้นน่าจะมีความยาวเป็นฟุตหรือสองฟุตด้วยซ้ำไป ผมคิดว่าภาพประเภทนี้เป็นภาพที่พยายามทำให้เห็นรูปของทุกๆ คนที่มาร่วมในงานศพ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความเกี่ยวดองกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกัน เหตุที่ผมกล่าวว่าน่าสนใจก็เพราะสมัยนั้นไม่มีเทคนิคการถ่ายภาพแบบพาโนรามา การถ่ายภาพคนจำนวนมากให้อยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกันจึงต้องใช้ความพยายามและอุตสาหะอย่างมาก 
ตัวเนื้อหาของภาพเองก็มีความน่าสนใจคือสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสังคมเครือญาติของวัฒนธรรมจีน ทุกคนจะไปร่วมในงานศพเดียวกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้รับรู้ว่าสายสกุลของเรามีใครอยู่บ้าง ผมคิดว่าภาพเช่นนี้เป็นที่นิยมในครอบครัวคนจีนในสมัยหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าภาพแบบนี้ยังคงหาได้อยู่หรือไม่ ถึงแม้ในทางเทคนิค ภาพเหล่านี้จะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่ความนิยมอาจจะค่อยๆ ลดลงไป ซึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในการนับญาติเริ่มเสื่อมถอยลง หรือบางทีญาติที่ถูกนับนั้นอาจต้องผ่านการคัดเลือกมาแล้วอย่างดี มีการตัดญาติบางคนออกไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในสังคมปัจจุบันที่ไม่คิดว่าการผูกพันทางสายโลหิตเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่สำคัญอะไรนัก ภาพถ่ายยุคดิจิทัล
เทคโนโลยีได้พัฒนาต่อมาจนกล้องถ่ายรูปในสมัยปัจจุบันราคาถูกลงมาก ที่สำคัญ ไม่ต้องใส่ฟิล์มหรือสไลด์ ซึ่งทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ก่อน การถ่ายรูปมีต้นทุนที่แพงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่ ดังนั้น การจะถ่ายรูปแต่ละครั้งจึงจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบว่าต้องการให้รูปสื่อเรื่องอะไร แต่ปัจจุบัน การถ่ายรูปแบบดิจิทัลแทบไม่ใช้ต้นทุนอะไรเลย แถมยังสามารถนำมาแก้ไขดัดแปลงรูปที่ถ่ายมาได้อีก การถ่ายรูปในปัจจุบันจึงทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งทำได้ทุกโอกาส ซึ่งน่าจะทำให้การคัดสรร มุมมองและความหมายของรูปในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิธีคิดของคนสมัยก่อนเป็นอย่างมาก การถ่ายรูปกันอย่างมากมายในปัจจุบันโดยแทบจะไม่เลือกเวลาและสถานที่อาจเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของรูปถ่ายในการช่วยจำ หรือไม่ การถ่ายรูปก็อาจจะมีความหมายเพียงการช่วยจำตัวบุคคลเท่านั้น ผมหมายถึงว่าการถ่ายรูปในสมัยก่อนนั้นมีความหมายถึงการบันทึกถึงสถานที่ด้วย อาจเป็นไปได้ว่าสถานที่บางแห่งนั้นไปถึงได้ยาก ดังนั้น การถ่ายรูปให้เห็นว่าตนเองได้ไปอยู่ ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งจึงมีความหมายเหลือเกิน โดยเฉพาะถ้าเป็นสถานที่ที่แปลกๆ หรือไปได้ยาก เราจะเห็นว่ามีความนิยมอย่างหนึ่งในสมัยก่อนที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสถานที่ นั่นคือ เมื่อไปร้านถ่ายรูป ที่นั่นจะมีฉากหลังที่ถูกจัดทำไว้แล้วเพื่อให้เราไปยืนอยู่ข้างหน้า เช่น ฉากป้ายสถานีรถไฟเชียงใหม่ (น่าจะเป็นเพราะการไปเชียงใหม่ไม่สามารถไปได้ทุกวัน แล้วในสมัยนั้น วิธีเดียวที่คนทั่วไปจะไปถึงที่นั่นได้ก็ต้องไปโดยรถไฟ) บันทึกความทรงจำของสถานที่และวิธีการที่จะไปถึงที่นั่นจึงมีความหมายของมัน แต่เมื่อมาถึงสมัยปัจจุบัน การเดินทางทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น จึงอาจเป็นเหตุให้คนให้ความสำคัญกับสถานที่น้อยลง ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของคนในยุคสมัยของเราว่าเราเห็นตัวของเราชัดมาก แต่เราเห็นสิ่งแวดล้อมหรือบริบทน้อยเกินไป บ่อยครั้งที่ผมสังเกตเห็นว่าเวลาเราคุยกับคนในยุคปัจจุบัน เรามักจะไม่ค่อยเห็นบริบทหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเขา แต่จะเห็นชัดขึ้นถึงความคิดของเขาว่าเขาคิดหรือรู้สึกว่าอะไร จึงอาจจะไม่น่าแปลกใจก็ได้ที่เรามักจะเห็นรูปถ่ายประเภทที่เห็นหน้าคนจำนวนมากเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นฉากหลัง ซึ่งพอกลับมาดู เผลอๆ บางคนก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่าถ่ายรูปนั้นที่ไหน 
เป็นไปได้ไหมว่ารูปถ่ายแบบนี้อาจจะสะท้อนให้เราเห็นข้างหลังภาพได้ว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นเห็นบริบทในเรื่องสถานที่สำคัญน้อยกว่าตัวเขาเองและเพื่อนฝูง... ---------------------- หมายเหตุ: รูปเก่าๆ ทั้งหมดได้จากหนังสือชื่อ การแต่งกายไทย เล่ม 1 ที่จัดทำโดยสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
|