|
“อีพอ! อีพอ! นาหม่องนี้คือน้อยแท้ เอาไว้เฮ็ดอีหยัง” ยายถามเสียงแจ๋วๆ ด้วยความสงสัยเมื่อเห็นนาผืนน้อยที่พ่อแบ่งไว้ช่างดูผิดแปลกแตกต่างกว่าแปลงอื่นๆ ผืนนาใหญ่แค่ 1 วาและกลมราวกระด้งฝัดข้าว บ่มีคันนาไว้ให้บักตู้ (ควายเขาทู่) เหยียบเล่น พ่อให้ความสำคัญกับนาหม่องน้อยนี้นักหนา พอต้นกล้าโตได้ที่แล้วต้องหลกกล้า (ถอนกล้า) นำมาดำก่อนนาแปลงอื่นๆ ทั้งยังคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ยายยืนเบิ่งเท้าสะเอวเอียงคอมองอย่างพินิจพิเคราะห์ประสาเด็กที่เพิ่งเริ่มหัดนุ่งซิ่นผืนน้อย (5 -6 ปี) อีพอเดินมาลูบหัวอีหล่าน่อย (เด็กน้อย) แล้วก็หัวหึหึ (หัวเราะ) ก่อนจะตอบว่า “เอาไว้แฮกนาขวน” พอยายได้ยินคำว่า “แฮกนาขวน” เข้า หัวคิ้วก็พันกันยุ่งทันที “ฮ่วย! แฮกนาขวนคืออีหยังอีพอ?” พ่อของยายเป็นคนใจดีและใจเย็นเหมือนแม่น้ำกว้างที่ปลายนา พ่อเป็นนักคิดที่มีความคิดกว้างไกล ละเอียดลออลึกซึ้งและมีคุณธรรมสูง พ่อมักมีเรื่องราวมาสอนยายได้ไม่เว้นแต่ละวัน ก็พ่อเรียนสูง หนำซ้ำยังโก้หรูเพราะจบมาจากกรุงเก่า (อยุธยา) พ่อลงมาอยู่ที่กรุงเก่าหลายสิบปีตั้งแต่ยังเป็นบักหำน้อย (เด็ก) กระทั่งพูดภาษาคนกรุงเก่าได้อย่างคล่องแคล่ว พอกลับขึ้นไปอยู่ที่อีสาน สำเนียงอีสานเลยเพี้ยนกลายเป็นไทยเจิงเจ๊อะ (ไทยก็บ่ไทย ลาวก็บ่ลาว) วันนี้พ่อสอนบทเรียนชีวิตบทใหม่ให้กับยาย พ่อบอกว่าแฮกนาขวน (แรกนาขวัญ) คือการอธิษฐานเสี่ยงทายว่าข้าวที่ปลูกปีนี้จะงามดีหรือไม่ พอดำนาที่แฮกนาขวนเสร็จ พ่อก็นั่งลงยองๆ ยกมือขึ้นท่วมหัวเพื่ออธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทางขอให้นาทั้งหมดนี้งอกงามเหมือนดังแฮกนาขวน อย่าให้มีแมง (แมลง) มารบกวนต้นข้าว ให้ได้ข้าวฮวง (รวง) ใหญ่ๆ เต็มเม็ดเต็มหน่วย พ่อสอนว่านาผืนน้อยจะเปลี่ยนที่ไปทุกปีแล้วแต่ความเหมาะสม บางปีก็อยู่ที่หัวนา บางปีก็อยู่กลางนาหรือปลายนา แม้จะเปลี่ยนที่ไปทุกปีแต่แฮกนาขวนก็ไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังเลยซักครั้ง
ยายคุยว่า นาบ้านยายเป็นนาทาม (นาตม) ปีหนึ่งๆ ได้ข้าวเยอะเต็มยุ้ง ทันทีที่นาข้าวเปลี่ยนเป็นทุ่งรวงทอง พ่อต้องคอยเอาไม้ส่าว (ไม้สอยยาวๆ ประมาณ 4-5 วา) นาบรวงข้าวให้ล้มไปทางเดียวกันเพื่อให้เกี่ยวได้ง่าย กองข้าวบ้านยายกองหนึ่งสูงใหญ่เป็นภูเขาเหล่ากา หากวัดที่ตีนกองข้าวเปลือกโดยรอบจะได้ถึง 10 วา พ่อของยายปลูกข้าวเก่ง เหลือกินเหลือใช้จนต้องแบ่งไปขาย ปีหนึ่งๆ ได้เงินเป็นร้อยเป็นพัน เงินพันบาทในสมัยนั้นสามารถปลูกบ้านหลังใหญ่ๆ ได้อีกหลังทีเดียว ยายเล่าว่าพ่อเป็นคนดู๋ (ขยันมาก) คอยเอาใจใส่ที่นาไม่ให้มีวัชพืชขึ้นแม้ซักต้นเดียว เวลาคราดนาแล้วเห็นต้นหญ้าหรือวัชพืช พ่อจะเหยียบให้จมขี้ตม (ขี้โคลน) ทำเป็นปุ๋ยเสียเลย ครั้นถึงหน้าแล้งหลังเกี่ยวข้าว พ่อยังเที่ยวไปขอขี้วัวขี้ควยตามบ้าน ยายเล่าว่าสมัยนั้น มองไปทางไหนก็มีแต่วัวแต่ควยเต็มไปเบิด (เต็มไปหมด) แถมเดินกร่างราวกับเป็นเจ้าถนน แต่ละบ้านต้องเลี้ยงไว้อย่างน้อย 4–5 ตัว ควยเอาไว้ใช้ทำนา ส่วนวัวเอาไว้เทียมเกวียน ขี้วัวขี้ควยบ่อึดบ่อยาก (มีเยอะ) ไปขอบ้านใครก็ได้ พ่อเอาใส่กระสอบแล้วบรรทุกเกียน (เกวียน) มากองใส่ที่นาเป็นระยะๆ กองหนึ่งใหญ่ร่วมครึ่งกระสอบ พอถึงหน้านา ฝนตกฝนลง ขี้วัวขี้ควายก็จะไหลไปทั่วคันนา ความขยันของพ่อยังดูได้จากโพน (สันดินหรือจอมปลวกใหญ่ๆ) ที่อยู่ในนา โพนบางแห่งกว้างใหญ่เป็น 100 ตารางวา ที่นาของพ่อมีโพนหลายสิบแห่ง พ่อใช้โพนเป็นแปลงสวนครัวของบ้านไว้ปลูกพริก ปลูกบักเขือ (มะเขือ) ทั้งบักเขือคางกบลูกลายๆ บักเขือจานที่ทั้งใหญ่ทั้งดก ลูกหนึ่งใหญ่เท่าถ้วยกาไก่ (ถ้วยตราไก่) นอกจากนั้น พ่อยังปลูกผักอีตูไทย (กะเพรา) ผักอีตูลาว (ใบแมงลัก) ข้าวโพด ถั่วฝักยาว ถั่วปี (สีแดง) และข่าตะไคร้ไว้อีกด้วย ยายรักพ่อนักหนาเพราะพ่อปลูกดอกมะนิลา (ดอกซ่อนกลิ่น) ไว้เป็นแปลงๆ พอออกช่อก็ตัดไปให้อีหล่าน้อย (ยาย) ปักแจกันบูชาพระ ดอกซ่อนกลิ่นที่ปลูกบนโพนปลวกนั้นมีช่อใหญ่กว่าปกติ สีขาว ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ที่โพนของพ่อยังมีแตงโมลูกใหญ่โตมโหฬาร ลูกหนึ่งใหญ่กว่าบาตรพระเสียอีก ผ่าออกแล้วมีทั้งสีเหลืองและสีแดงปนกัน ทั้งแตงโมและแตงกิง (แตงไทย) ที่พ่อปลูกนั้นรสหวานมาก เอามากินกับข้าวก็ได้ กินแทนขนมหวานก็ได้ ครั้นกินหลายแล้วพี (อ้วน) เด้อ!
ความขยันของพ่อยังดูได้จากคันนา พ่อคอยหลกหญ้าออกจากคันนาแล้วเอาไปให้บักตู้กิน ไม่ปล่อยให้หญ้าลงมาคลุมข้าว ยายเห็นพ่อทำงานอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่สมัยที่พ่อผูกผ้าขาวม้าใต้เกวียนให้ยายนอน ทำจนกระทั่งพ่อตายคานา ยายเลยได้ความขยันมาจากพ่อ ยายเล่าว่าด้วยความซนของยาย แม่คงดูไม่ไหว เลยยกให้เป็นหน้าที่พ่อคอยกำกับดูแลยาย ยายเห็นพ่อทำอะไร เป็นต้องขอทำด้วยทุกอย่าง แม้กระทั่งขับเกวียน จับปลาดุก จับกบจับเขียดซึ่งถือเป็นงานของผู้ชาย ยายก็ทำมาแล้ว ในขณะเดียวกัน พ่อก็สอนวิชาชีวิตต่างๆ ที่ทำให้ยายกลายเป็นคนเข้มแข็งและอดทนเยี่ยงชายชาตรี นอกจากนั้น พ่อยังสอนวิชาความรู้ให้ยายอีกด้วย พ่อเปิดโฮมสคูลที่บ้านโดยมีนักเรียนประจำชั้นเพียงคนเดียวคือยายที่ทั้งแก่นและสำมะแจ๋ (สอดรู้สอดเห็น) ในหัวเต็มไปด้วยสารพัดคำถาม ยายรู้จัก ก.ไก่ เพราะพ่อเอาไม้เขียนใส่ดินที่ท้องนาให้เบิ่งตั้งแต่จำความได้ พอนึกได้เมื่อไหร่ ยายก็ท่อง ก.ไก่ เอาให้มันดังลั่นทุ่ง ท่องทั้งตอนกลับจากนาและตอนปีนขึ้นไปเก็บบักสีดาขี่นก (ฝรั่งขี้นก) พ่อตั้งใจฟังอีหล่าน้อยท่อง ก.ไก่ กระทั่งท่องได้ถึง ฮ.นกฮูก ด้วยความฮักหลาย พ่อสอนการอ่านและการเขียนจนยายเป็นหนังสือก่อนจะเข้าโรงเรียนเสียอีก พอเข้าเรียน ยายจึงเรียนได้ที่หนึ่งตลอดมาและยังตั้งตัวเป็นหัวหน้าแก๊งจอมซ่าประจำห้องอีกด้วย นอกจากพ่อจะดู๋แล้ว พ่อยังเป็นคนพิถีพิถัน ก่อนเริ่มฤดูกาลทำนา จะต้องเตรียมทำเถียงนาซึ่งทำจากไม้จริง หลังคามุงสังกะสี ที่ชายคามุงด้วยแฝกทำเองยาวเรี่ยพื้นเพื่อกันไม่ให้ฝนสาด ทั้งยังมัดอีกชั้นให้แน่นด้วยเชือกเถาวัลย์เปรียง เถียงนาปลูกติดกับชายปลวก น้ำท่วมไม่ถึง เถียงนาบ้านยายคือใหญ่แท้ ยกพื้นกระได 5 ขั้น อยู่กันได้ทั้งครอบครัว หุงหากันข้างบน ส่วนวัวควายยึดใต้ถุนบ้านเป็นที่นอน พ่อทำเถียงนาอย่างแน่นหนา กันฝน กันลม กันแดด เพราะลมกลางทุ่งที่อีสานนั้นรุนแรงน่ากลัว ลมแดงพัดมาทีทำให้บ้านปลิวไปทั้งหลัง เถียงนาต้องทำปีต่อปี เสร็จหน้านาก็ต้องรีบรื้อก่อนเริ่มเผาตอฟางเพราะไฟอาจจะไหม้ลามมาถึงเถียงนาได้ เมื่อรื้อแล้ว จะนำสังกะสีไปไว้ที่ยุ้งข้าว ส่วนไม้จะเก็บไว้ที่ใต้ถุนบ้าน
เถียงนาถือเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของยาย ยายอาศัยนอนที่เถียงนาในช่วงดำนานานถึง 3-4 เดือน เถียงนาบ้านยายมีแม่เตาไฟหุงข้าวและเครื่องครัวอยู่ครบครัน ในระหว่างที่ปลูกเถียงนา ยายต้องช่วยพ่อตำข้าวถงลงนา (ข้าวเหนียว) เอาไว้เพื่อเป็นเสบียงในช่วงลงทำนา ข้าวสารที่ตำแล้วจะใส่ไว้ในถุงผ้าฝ้ายขนาดใหญ่ มัดปากถุงด้วยปอแก้ว ตำข้าวแล้ว ยายยังต้องเตรียมหาฟืนไว้หุงข้าวและทำหน่อไม้ดองไว้ด้วย ยายเล่าว่าพอหน้าฝน จะมีหน่อไม้ขึ้นซากลาก (เกลื่อนกล่น) ตามชายป่าคลองโพนงิ้วที่ยาวร่วม 20 กิโลเมตร ได้หน่อไม้มาก็ปอกเปลือกล้างแล้วหั่นบางๆ หรือสับ แล้วดองด้วยเกลือสินเธาว์ที่ต้มแล้วและน้ำมวก (น้ำข้าวที่ได้จากการแช่ข้าวเหนียวไว้ 1 คืน) ทิ้งไว้ 2 -3 คืนก็นำมาต้มหรือแกงกินได้ หน่อไม้ดองแกงกับปลาที่ได้จากการคราดนานั้นอร่อยอย่าบอกใคร เวลาพ่อไถนา คราดนา ยายต้องหูไวตาไว คอยวิ่งตามไปจับปลา ทั้งปลาดุก ปลาช่อน ปลาเบญจพรรณ ไหนจะปูนา หอยโข่ง หอยขม วิ่งเก็บกันจนเพลินเกือบล้นกะคุ (ไม้ไผ่สานมีสี่ตีนและมีหูหิ้วเหมือนตะกร้า กะคุเคยเอาไว้ใช้ตักน้ำได้ด้วย) หน่อไม้ดองที่เหลือนำไปคลุกกับซี่โครงหมู ใส่ปลายข้าวทิ้งไว้ประมาณครึ่งเดือน แล้วเอามาต้มหรือแกง ก็เปรี้ยวอร่อยไปอีกแบบ
เสบียงที่สำคัญในหน้านาคือปลาร้า หัวหอม กระเทียม พริกแห้งและเกลือสินเธาว์ที่มีเป็นกะท้อ (ชะลอม) เอาไว้คั่ว แกงหรืออ่อมกับหอยปูปลาที่หาได้ในนา ถ้าเบื่อปลา ก็กินหมูที่หมักกับหน่อไม้ ส่วนของหวานต้องเป็นบักขามสุก (มะขามเปรี้ยว) แกะเปลือกออกให้เกลี้ยงแล้วนำไปคลุกกับน้ำอ้อย (น้ำตาลอ้อย) อัดใส่ไหกระเทียมดองไว้ เวลาอิ่มข้าว ก็ควักขึ้นมากินล้างปาก ดำนาครั้งหนึ่ง ยายจะทำบักขามดองไว้ 3-4 ไห บางมื้อก็มีกล้วยทะนีออง (กล้วยน้ำว้า) จากไร่ที่บ้าน ยายเล่าว่าบ้านยายมีที่ดินอยู่บ้านท่าเยี่ยมหลายสิบไร่ ใช้ปลูกกล้วยไว้กินโดยเฉพาะ เมื่อพ่อตาย แม่ของยายก็ทำบุญโดยยกที่ดินให้สร้างวัด ชื่อว่าวัดบ้านท่าเยี่ยม จะร้างไปหรือยังก็ไม่รู้ บ้านของยายมีที่นาเยอะจนต้องจ้างเอื้อย (พี่สาว) จันจากฟากชีมาช่วยดำนาและเกี่ยวข้าว เอื้อยจันกินอยู่กับที่บ้าน เป็นคนดี ขยันและบึกบึน ทำงานบ่ต้องบอก เอื้อยจันมาช่วยพ่อทำนาอยู่หลายปีจนพ่อตาย ก็ยังบ่ทันมีผัว ยายได้แต่สงสัยว่าทำไมคนที่รับจ้างดำนาจึงเป็นผู้สาวทั้งนั้น นอกจากเอื้อยจันแล้ว บางปีก็จ้างเอื้อยหอมหรือเอื้อยแก่นมาช่วย กระทั่งแม่รับเอื้อยแก่นเป็นลูกบุญธรรมอีกคน ซึ่งเอื้อยแก่นก็ได้ทดแทนบุญคุณแม่ของยายโดยคอยปรนนิบัติรับใช้ดูแลแม่ตอนแม่ไม่สบายจนกระทั่งตาย แม่ของยายเป็นคนใจดี มีลูกบุญธรรมอยู่หลายคน ก่อนยายจะเกิดก็รับเอื้อยจันทีมาเลี้ยง เอื้อยจันเป็นเด็กหน้าตาดีผิวขาวและเรียบร้อย ช่างต่างกับยายลิบลับ พอรับเอื้อยจันมาเลี้ยง ลูกอิจฉาอย่างยายก็ตามมาเกิดทันที พ่อมองลูกอิจฉาอย่างรักใคร่เอ็นดูในความอยากฮู่อยากเห็น พร้อมกับสอนวิธีการปลูกข้าวให้ยายฟังว่าเมล็ดข้าวที่จะใช้ทำนาต้องเลือกเตรียมไว้แล้วตั้งแต่อยู่ในลานปีกลาย โดยคัดเอาแต่รวงใหญ่ๆ เมล็ดใหญ่ๆ เรียกว่าข้าวปลูก คนดูเป็นจะรู้ว่าควรจะเลือกพันธุ์ข้าวปลูกจากแปลงไหนและมากน้อยแค่ไหน พันธุ์ข้าวเหนียวที่ขึ้นชื่อต้องเป็นข้าวอีพั่วเพราะหอมและนิ่มนวลดี ส่วนข้าวเจ้าต้องเป็นข้าวสายบัว บ้านยายปลูกข้าวเจ้าไว้เพียงส่วนเดียวเพื่อใช้หุงกินเป็นอาหารว่างคู่กับส้มตำตอนบ่าย อีก 9 ส่วนที่ปลูกนั้นเป็นข้าวเหนียวล้วนๆ ยายเพิ่งมาได้ยินคนภาคกลางพูดว่ากินข้าวเหนียวมากแล้วดั้งหัก แล้วก็สงสัยว่าหรือจะจริงเพราะลูกหลานยายพากันดั้งหักเป็นทิวแถว
ก่อนจะตกกล้า ให้นำข้าวปลูกมาแช่น้ำไว้ 3 คืนจนปริ พอคืนที่สามจะเห็นตาเล็กๆ โผล่ขึ้นมาสลอน นำข้าวปลูกมาสรงใส่ตะกร้าเตรียมไปหว่านที่แปลงนาที่ได้เตรียมไว้ เรียกว่าตกกล้า (เดือน 5-6) จากนั้นข้าวจะแทงยอดอ่อนขึ้นมา ทิ้งไว้จนโตสูงใหญ่เท่าแขนก็หลกกล้า (ถอนกล้า) ไปลงดำนา นาแรกที่ดำคือแฮกนาขวน แล้วค่อยไปดำแปลงอื่นๆ ต่อไป พ่อต้องใช้เวลาร่วม 3 เดือนจึงจะดำนาทั้ง 68 ไร่เสร็จ วิธีการดำนาเริ่มจากถอนกล้าที่มัดเป็นกำๆ ไว้แล้วตัดปลายกล้าทิ้งให้เสมอกัน เวลาดำ ให้ดึงกล้ามาทีละ 3 ต้น ปักลงไปที่ขี้โคลนที่คราดไว้แล้ว นาที่ดำจะมีน้ำขังอยู่แค่หน้าแข้ง คนที่ดำนาไม่เป็นจะหักคอกล้าออกตั้งแต่ดึง หรือไม่ก็ช้ำ พอกดกล้าลงขี้โคลนก็ลอยตุ๊บป่องๆ เพราะไม่ใช้หัวแม่มือกดขี้โคลนลงไปให้แน่นอีกที หลังจากดำนาแล้ว พ่อต้องคอยดูว่านาแปลงไหนมีน้ำฝนขังมากไป จะต้องถ่ายน้ำออกโดยขุดคันนาให้น้ำไหลออกไปตามร่องน้ำ ไปยังแปลงที่มีน้ำน้อย หรือไม่ก็ปล่อยลงแม่น้ำกว้าง ที่นาของยายนั้นเอียงลาดลงไปทางแม่น้ำทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ พอดำนาเสร็จกระทั่งทุ่งนาเป็นสีเขียวละลานตา ก็พากันกลับมาอยู่บ้านในเมืองเพื่อรอวันที่ข้าวเป็นสีทองในเดือน 11-12 เมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าว รวงข้าวจากแฮกนาขวนก็ยังคงได้รับสิทธิพิเศษเหมือนเช่นเคย พ่อจะเกี่ยวข้าวเสี่ยงทายขึ้นมาก่อน เกี่ยวแล้วมัดไว้ต่างหาก จากนั้นนำขึ้นไปไว้บนยุ้งข้าวพร้อมกับใบคูณเพื่อให้ค้ำคูณให้อุดมสมบูรณ์ เงินทองไหลมาเทมา อยู่เย็นเป็นสุข ยายมาเห็นแฮกนาขวนที่ท้องสนามหลวงเมื่อลงมาอยู่ที่ภาคกลางแล้ว ยังเคยได้ไปร่วมในพิธี แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคนที่มาดูต่างหวังเก็บเมล็ดข้าวเพื่อไปบูชาและปลูกในนาข้าวของตนเอง จึงไม่ได้ลุกขึ้นมาทันทีหลังเสร็จพิธี หลายคนเลยกระโดดข้ามหัวยายไปแย่งเก็บเมล็ดข้าวตรงหน้าจนกระเป๋าถือหลุดจากมือยาย แฮกนาขวนที่ท้องสนามหลวงช่างแตกต่างกับบ้านยายลิบลับ แต่ถึงแม้จะต่าง ยายก็ยังคงให้ความสำคัญกับแฮกนาขวน เพราะนั่นหมายถึงปากท้องของชาวนา โดยเฉพาะชาวอีสานอีกหลายสิบล้านคน ยายยังคงติดตามดูพิธีแฮกนาขวนที่ท้องสนามหลวงอยู่ทุกปีเพื่อดูว่าปีนี้พระโคจะเสวยอะไร ยายอยากให้ทุกปีพระโคเสวยข้าวเสวยน้ำ นาข้าวจะได้งามเหมือนนาที่พ่อทำ ยายดูแล้วก็น้ำตาไหล นึกถึงพิธีแฮกนาขวนที่พ่อทำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย -ปีที่ได้ข้าวเยอะที่สุด พอพ่อตาย (8 ต.ค. 80) ยายก็เลิกทำนา เปลี่ยนเป็นให้คนเช่าแทน ค่าเช่าส่วนใหญ่เก็บจากข้าวที่ปลูกได้โดยแบ่งกันคนละครึ่ง เนื่องจากยายทำนามาเองกับมือ เลยไม่เคยกินข้าวเหลือสักเม็ด นอกจากจะกลัวบาปแล้ว ยังถือเป็นการเนรคุณพ่อที่อุตส่าห์ปลูกข้าวเลี้ยงยายมาจนโต คนสมัยนี้จะรู้ไหมว่าข้าวนั้นมีแม่พระโพสพคุ้มครองอยู่ ก่อนกินต้องไหว้ข้าวไหว้น้ำที่ให้คุณ กินอิ่มแล้วก็ต้องไหว้อีกครั้ง ยายสอนลูกหลานว่าถ้าไม่อยากให้สิวเต็มหน้า ต้องกินข้าวให้หมดจาน และถ้ากินข้าวเย็นได้ยิ่งดี เพราะกินข้าวเย็นเป็นพระยา กินข้าวร้อนไปนอนกับหมา ลูกก็เลยแย่งกันกินข้าวเย็นจนหมดเพราะไม่อยากเป็นสิวและไม่อยากนอนกับหมา ส่วนหลานเป็นเด็กสมัยใหม่ รู้มาก ยายเลยเปลี่ยนยุทธวิธีเล็กน้อยโดยการนำข้าวเย็นมาผัดเป็นข้าวผัดให้กิน กระทั่งติดนิสัยชอบกินข้าวผัดมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนนี้ยายแก่มากแล้ว หูตาฝ้าฟาง ฟันก็หักเกือบหมดปาก จะให้ไปดำนาคงไม่ไหว ยายเลยเปลี่ยนตัวเองมาเป็นนักสะสมข้าวผู้เลื่องชื่อ ข้าวสารจากที่ต่างๆ กลายเป็นของฝากที่ยายชื่นชอบ โดยเฉพาะข้าวใหม่ ซึ่งมักเป็นของที่ยายนำไปฝากลูกฝากหลาน งานอดิเรกของยายทุกวันนี้คือการหุงข้าวไว้รอลูกหลานทุกวัน ใครกล้ามาล้างหม้อข้าวยายคว่ำได้มีเรื่องกับยายเป็นแน่ ยายบอกว่าเผื่อลูกหลานที่เดินทางมาหาในตอนกลางคืนจะได้มีข้าวไว้กิน นอกจากยายจะสะสมข้าวแล้ว ยายยังชอบออกตรวจนาข้าวตามที่ต่างๆ พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่เจ้าของนาไปตลอดทาง เจ้าของนานั้นไม่เคยได้ยินหรอก มีแต่บรรดาลูกหลานที่ได้แต่นั่งฟังแล้วพากันอมยิ้ม จะไม่ให้ยิ้มได้อย่างไรในเมื่อยายบ่นเจ้าของนาและหญ้าในนาไปตลอดทางก่อนจะจบด้วยการคุยอวดลูกหลานอย่างภาคภูมิใจว่า “เฮ็ดนาแบบนี้ มันสิได้มรรคได้ผลบ่ เห็นต้นหญ้าต้นข้าวทอกัน (เท่ากัน) สู้อีพอเฮาก็บ่ได้เด้อ…”
|