|
หากพูดถึง ‘ความโศกเศร้า’ เราคงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลกหรือน่าสนใจแต่อย่างใดเพราะเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็น่าจะเคยประสบพบเจอด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อเราสูญเสียคนที่เรารักหรือบางสิ่งบางอย่างที่เรารัก ดังนั้น เรื่องของความโศกเศร้าจึงเป็นเรื่องที่มักถูกละเลยในการศึกษาของวิชา ‘ภาษาพ่อมด’ อย่างวิชาสังคมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่พ่อมดแม่มดทุกคนที่มองข้ามมิติที่แฝงอยู่ในความโศกเศร้า
แม่มดที่มีชื่อเสียงในวงการคนหนึ่งชื่อ Judith Butler ซึ่งได้รับการกล่าวขานกันว่าเป็นนักอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งนักปรัชญา นักมนุษยศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ ได้กล่าวถึงความโศกเศร้าไว้อย่างแหลมคมในหนังสือเล่มหนึ่งของเธอ คือ Precarious Life: The Power of Mourning and Violence (2004) บทความนี้มุ่งจะนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับความโศกเศร้าจากหนังสือเล่มดังกล่าวด้วยภาษาที่หวังว่าจะทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย เมื่อไหร่เราถึงโศกเศร้า?
เมื่อไหร่เราถึงโศกเศร้า? ดูเหมือนเป็นคำถามที่ไม่น่าถาม คำตอบส่วนใหญ่น่าจะตอบว่าก็เมื่อเราสูญเสียใครสักคนหรือบางสิ่งบางอย่างที่เรารัก อย่างไรก็ตาม คำตอบนี้ยังไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจสำหรับ Butler เธออธิบายว่าเราโศกเศร้าเมื่อเราต้องประสบกับความสูญเสียที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงต่อตัวเรา เพราะตัวตนของเราถูกสร้างขึ้นด้วยความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนกับคนอื่น ดังนั้น คนอื่นจึงมีส่วนในการสร้างตัวตนของเราขึ้นมาด้วย เมื่อคนอื่นที่มีส่วนสร้างตัวตนของเราสูญเสียไปย่อมทำให้เรารู้สึกว่าส่วนหนึ่งของตัวเราก็หายไปด้วยเช่นกัน ในแง่นี้ เราต้องเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างที่ยากจะอธิบาย มิติของความยากจะอธิบายจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ความโศกเศร้าดำรงอยู่ ดังนั้น เราอาจกล่าวอย่างง่ายๆ ได้ว่าความโศกเศร้าคือการที่บางสิ่งบางอย่างที่มีส่วนสร้างตัวตนของเราถูกนำออกไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ความโศกเศร้าจึงเป็นเรื่องที่ถูกทำให้น่ากลัว ความกลัวของเราสามารถนำไปสู่แรงผลักดันที่จะแก้ไขความกลัวดังกล่าว โดยอาจด้วยวิธีการที่ใช้ความรุนแรงเพื่อให้กลับสู่สภาวะปกติ ดังจะยกตัวอย่างต่อไปในระดับของสังคมการเมือง ความโศกเศร้ากับสังคมการเมือง ในระดับของสังคมการเมืองก็เช่นเดียวกัน ความโศกเศร้าเกิดจากความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่มีส่วนในการสร้างตัวตนของเราขึ้นมา และการแก้ไขความกลัวนั้นก็คือการทำให้สังคมกลับสู่ระเบียบที่มีมาแต่เดิมหรือ ‘สภาวะปกติ’ Butler อธิบายเรื่องนี้ในบริบทของสังคมการเมืองอเมริกาภายหลังการก่อการร้ายในวันที่ 11 กันยายน 2001 เธอกล่าวว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ประสบกับความสูญเสียอภิสิทธิ์ความเป็นโลกที่หนึ่งที่เป็นประเทศอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่สามารถรุกล้ำพรมแดนอธิปไตยของประเทศอื่น และไม่อยู่ในฐานะที่พรมแดนของตนจะถูกรุกล้ำได้ สหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นที่ซึ่งชีวิตน่าจะปลอดภัยจากความรุนแรงจากภายนอก ในแง่นี้ Butler จึงอธิบายการตอบสนองต่อเหตุการณ์ 11 กันยาว่าเป็นความกังวล ความปารถนาความมั่นคงอย่างสุดขั้ว และต่อต้านอะไรก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นต่างชาติ
การประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่ตามมาด้วยการบุกยึดอัฟกานิสถานและอิรักนำมาสู่คำถามสำคัญของ Butler ว่า ชีวิตใดคือชีวิตที่ควรโศกเศร้าถึง (grievable life) กล่าวคือ Butler มองว่า สงครามแบ่งประชากรออกเป็นสองกลุ่มระหว่างชีวิตที่ควรโศกเศร้าถึงกับชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าถึง กล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ เธอพยายามจะบอกว่าเราโศกเศร้ากับความสูญเสียของชีวิตบางชีวิตในขณะที่ไม่แยแสความสูญเสียของชีวิตอีกหลายชีวิต เธอยกตัวอย่างความสูญเสียของพลเมืองอิรักและอัฟกานิสถานจำนวนมากที่ไม่ปรากฏในสื่อกระแสหลัก ไม่มีการประกาศข่าวการเสียชีวิตของคนเหล่านั้น หลายครั้ง ความสูญเสียของชีวิตดังกล่าวถูกลดทอนอธิบายอย่างง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของความผิดพลาดในประสิทธิภาพของเทคโนโลยีทางทหารที่ไม่อาจระบุเป้าหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การประกาศข่าวการเสียชีวิต (obituary) จึงเป็นเครื่องมือในการแบ่งสรรว่าชีวิตใดที่ควรโศกเศร้าถึงในพื้นที่สาธารณะ
ในแง่นี้ Butler มองว่า ชีวิตที่ไม่ควรโศกเศร้าถึงจึงไม่ถูกนับว่าเป็นชีวิต ไม่ถูกมองเห็น เสมือนหนึ่งว่าชีวิตเหล่านั้นไม่เคยดำรงอยู่ Butler อธิบายว่าเรื่องทั้งหมดดังกล่าวเป็นผลของการทำงานของบรรทัดฐาน (norm) ที่ทำหน้าที่กำหนดว่าใครถูกนับว่าเป็นมนุษย์ ชีวิตใดถูกนับว่าเป็นชีวิต และชีวิตของใครที่ควรโศกเศร้าถึง ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องมาทำความเข้าใจการทำงานของสิ่งที่เรียกว่า ‘บรรทัดฐาน’ บรรทัดฐานคืออะไร?
การอธิบายให้เข้าใจว่าบรรทัดฐานคืออะไรและทำงานอย่างไรไม่ใช่เรื่องง่าย ในที่นี้ ขอให้เราจินตนาการว่าเราอยู่ในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง กำลังมองดูว่าเมนูของร้านนี้มีอะไรบ้าง แน่นอนว่าเมนูในร้านอาหารจีนย่อมไม่มีอาหารฝรั่งเป็นแน่แท้ และถ้าเราสั่งอาหารฝรั่ง ก็อาจถูกไล่ออกจากร้านได้ เมนูอาหารก็เหมือนกับบรรทัดฐานที่กำหนดว่าอะไรมีได้อะไรมีไม่ได้ในบริบทหนึ่งๆ เช่น หากเราดูเมนูในร้านอาหารฝรั่งก็ย่อมไม่มีอาหารจีน เป็นต้น Butler อธิบายว่า บรรทัดฐานเป็นสิ่งกำหนดว่าอะไรคือมนุษย์ อะไรไม่ใช่ อะไรคือชีวิตที่ดำรงอยู่ได้และอะไรคือความตายที่ควรโศกเศร้าถึง การที่ความรุนแรงเชิงกายภาพ (physical violence) อย่างการทำร้ายร่างกายถูกมองเห็นว่าเป็นความรุนแรงนั้น ไม่ใช่เพราะความรุนแรงเชิงกายภาพมีความรุนแรงในตัว หากแต่เป็นเพราะการทำงานของบรรทัดฐานที่ทำให้เราไม่ยอมรับการทำร้ายและมองว่าการกระทำเช่นนั้นเป็น ‘ความรุนแรง’ แต่ในบางครั้ง บรรทัดฐานกลับทำให้บางชีวิตไม่เคยนับเป็นชีวิต บางความตายไม่เคยนับเป็นความตาย และความรุนแรงบางอย่างไม่เคยถูกมองเห็น ในแง่นี้ ความรุนแรงที่กระทำต่อคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง (unreal) หรือ คนที่ชีวิตไม่ถูกนับเป็นชีวิต จึงไม่ถูกมองเห็นว่าเป็นความรุนแรงเพราะชีวิตเหล่านั้นถูกปฏิเสธ (negate) ไปตั้งแต่แรกเริ่ม และคนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงเหล่านี้ไม่ควรโศกเศร้าถึงเมื่อหายไป เพราะชีวิตเหล่านั้นไม่เคยดำรงอยู่ ลักษณะเช่นนี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นความรุนแรงของบรรทัดฐาน (violence of norm) หรือ ความรุนแรงเชิงบรรทัดฐาน (normative violence) ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนความรุนแรงตามความเข้าใจทั่วไป ในมิติหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าความรุนแรงเชิงบรรทัดฐาน คือ ความรุนแรงแรกเริ่ม (primary violence) ที่ทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อๆ มา (derivative violence) สามารถเป็นไปได้ ที่สำคัญ ความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานสามารถลบความรุนแรงที่มีอยู่ทั่วไปไม่ให้ถูกมองเห็นได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ความรุนแรงต่อคนข้ามเพศ (transgender) ในบางสถาบันการศึกษาที่พวกเขาและเธอไม่สามารถแสดงออกถึงเพศสภาพและเพศวิถีที่ปรารถนาจะเป็นได้ ทั้งที่พวกเขาควรจะได้รับเสรีภาพในการดำรงชีวิตอย่างที่ปรารถนา แต่เรื่องนี้กลับไม่ถูกนับรวมว่าเป็นความรุนแรง นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆของความรุนแรงที่ถูกลบหายไปโดยความรุนแรงเชิงบรรทัดฐาน ดังนั้น ความโศกเศร้า หรือ ‘อำนาจของความโศกเศร้า’ ในบริบทของ Butler จึงถูกขับเคลื่อนด้วยความรุนแรงเชิงบรรทัดฐาน ในแง่ที่ว่าชีวิตที่ถูกทำร้ายหรือสูญเสียไปโดยความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานได้ถูกทำให้กลายเป็นชีวิตที่ไม่ควรโศกเศร้าถึงเมื่อถูกทำร้ายหรือหายไป หรือ หากความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานกำหนดให้ชีวิตบางชีวิตไม่ใช่ชีวิต หรือ ไม่ใช่ชีวิตที่มีตัวตนอยู่จริง ความรุนแรงที่กระทำต่อชีวิตเหล่านี้ก็จะไม่ถูกนับว่าเป็นความรุนแรงและไม่สมควรได้รับความโศกเศร้า อำนาจของความโศกเศร้า กับ สังคมการเมืองไทย หลังจากที่ได้อธิบายถึงอำนาจของความโศกเศร้าซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานแล้ว เราน่าจะลองมายกตัวอย่างจากบริบทของสังคมการเมืองไทยกันบ้าง กรณีที่อยากเลือกมากล่าวถึง คือ เรื่องเล่าของสถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชาวไทยส่วนใหญ่ต้องฟังการประกาศข่าวการเสียชีวิตของตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ชาวพุทธ ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจนเป็นเรื่องชาชิน หลายชีวิตที่สูญเสียไปได้รับความโศกเศร้าเห็นใจอย่างยิ่งจากสาธารณชน หลายชีวิตกลายเป็นวีรบุรุษ วีรสตรี
เราไม่ได้จะบอกว่าเราไม่ควรโศกเศร้ากับความสูญเสียชีวิตเหล่านั้น เพียงแต่อยากจะบอกว่าเราควรหันกลับไปใคร่ครวญถึงความสูญเสียชีวิตของพี่น้องมุสลิมจำนวนมากด้วยเช่นกัน อย่างที่เป็นอยู่ดูราวกับว่าชีวิตเหล่านั้นไม่ถูกนับรวมว่าเป็นชีวิต ไม่มีความตายที่สมควรได้รับความโศกเศร้า หลายชีวิตไม่มีชื่อ ไม่มีการประกาศข่าวการเสียชีวิต ไม่สามารถกลายเป็นวีรบุรุษ หรือ วีรสตรี เช่น ในเหตุการณ์ที่ตากใบ ชีวิตซึ่งสูญเสียไปจำนวนมากถูกลดทอนเหลือเพียงคำอธิบายง่ายๆ ว่าเกิดจากความผิดพลาดในการขนย้ายของทหาร เป็นต้น โดยไม่มีการเรียกร้องจากสังคมให้ผู้ใดถูกลงโทษจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งที่ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตไปจำนวนมาก สิ่งที่เราควรย้อนกลับมาถามตัวเองให้มาก คือ ทำไมชีวิตเหล่านี้จึงถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่ชีวิตที่มีตัวตนอยู่จริงและไม่ใช่ชีวิตที่สมควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมเสมือนชีวิตอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุสลิม? หรือในกรณีของเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 7 ตุลาคมและเหตุการณ์ความรุนแรงถัดๆ มา ทำไมชีวิตหลายชีวิตจึงไม่ถูกนับรวมว่าเป็นชีวิต ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับหลายชีวิตไม่มีใครสนใจ ไม่ได้รับความเห็นใจหรือโศกเศร้า ทำไมชีวิตเหล่านั้นถูกลดทอนเหลือเพียงผลของความเป็นกลไกของรัฐ เช่นเดียวกับกรณีแรก ผู้เขียนเพียงต้องการให้ทบทวนการแบ่งสรรความโศกเศร้าให้กับชีวิตอื่นๆ และนับรวมพวกเขาในฐานะชีวิตและในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
คำถามสำคัญที่สังคมการเมืองไทยต้องตอบ คือ ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถแบ่งสรรความโศกเศร้าให้กับชีวิตทุกๆ ฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม ความส่งท้าย จากที่พยายามกล่าวไปทั้งหมด จะเห็นได้ว่าความโศกเศร้าเป็นสิ่งที่ถูกแบ่งสรรไว้อย่างจำกัด อำนาจของความโศกเศร้าซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรุนแรงเชิงบรรทัดฐานทำให้เราโศกเศร้ากับความสูญเสียของชีวิตบางชีวิต ในขณะที่ไม่แยแสกับความสูญเสียของชีวิตอีกหลายชีวิต และในหลายครั้ง อำนาจของความโศกเศร้าก็นำไปสู่ความรุนแรง จึงหวังว่าผู้อ่านจะหันมาไตร่ตรองถึงอำนาจของความโศกเศร้าและสิ่งที่กำลังดำเนินไปในสังคมการเมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง
|