สำรวจความคืดเห็น

คุณได้รับประโยชน์จากเว็บนี้
 

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้55
mod_vvisit_counterเมื่อวาน156
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี่211
mod_vvisit_counterเดือนนี้1176
mod_vvisit_counterทั้งหมด44803
ขณะนี้มี 5 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้ดูแลระบบ






ลืมรหัสผ่าน?

เสน่ห์อิศฟาฮาน PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
โดย เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ อ.ทรงยศ แววหงษ์   
Wednesday, 01 July 2009

 

            จะด้วยฝีมือโปรโมทของอิหร่านที่พยายามหาพันธมิตรไว้สู้อเมริกา หรือด้วยความสดใหม่ในแง่ของสถานที่ท่องเที่ยวก็ตามที  ปัจจุบัน คนไทยทยอยไปเที่ยวอิหร่านกันมากขึ้นและทุกคนที่พวกเรารู้จักล้วนกลับมาด้วยความประทับใจเมืองๆ หนึ่งเป็นพิเศษ  เดือนนี้ *หมายเหตุสังคมจึงขอพาทุกท่านมารู้จักเสน่ห์ของเมืองที่ชื่อว่า Esfahan ผ่านสายตามัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์อย่างอาจารย์ทรงยศกันค่ะ

            อิศฟาฮานเคยเป็นเมืองหลวงของอิหร่านในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมเปอร์เซียรุ่งเรืองถึงขีดสุดในทุกๆ ด้าน  เวลาที่เราพูดถึงเมืองอิศฟาฮาน เราจึงมักจะนึกถึงความรุ่งเรืองของอารยธรรมเปอร์เซีย ซึ่งผมคิดว่าคงคล้ายๆ กับเวลาที่เราพูดถึงอยุธยาว่าสำคัญอย่างไรต่ออารยธรรมไทย  คืออะไรก็ตามที่เคยรุ่งเรืองในอิศฟาฮานได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของอิหร่านในปัจจุบัน  ความรุ่งเรืองด้านต่างๆ นี้ยังคงสืบทอดต่อเนื่องมาได้จนถึงปัจจุบันและยังสามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในอาคารบ้านเรือนต่างๆ

             ศูนย์กลางของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวมักไปเยือนเป็นแห่งแรกคือจตุรัสกลางเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่มาก  ชาวเมืองอิศฟาฮานทุกวันนี้ยังคงบอกว่าที่นี่คือลานกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก  ยิ่งถ้าเทียบกับสถานที่ที่คล้ายคลึงกันในช่วงศตวรรษที่ 15-17 ด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของเปอร์เซียในยุคนั้นเพราะขนาดของจตุรัสกลางเมืองในยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเทียบไม่ได้เลยกับขนาดของจตุรัสแห่งเมืองอิศฟาฮาน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลต่อกัน

            หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นในจตุรัสนั้นได้แก่พระราชวังหลวง ในช่วงสมัยเดียวกันนั้น  ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีพระราชวังไหนที่หรูหราฟู่ฟ่าเท่ากับพระราชวังแห่งอิศฟาฮาน  ซึ่งเป็นอาคารสูง 6 ชั้น ผนังด้านในมีจิตรกรรมเขียนสีซึ่งมีลายเส้นที่อ่อนหวานประดับประดาไว้ทั่วไปหมด  เมื่อไต่บันไดขึ้นไปถึงชั้นที่สาม เราจะเห็นว่ามีน้ำพุอยู่บนนั้น  ตัวบันไดเองก็มีสีสันงดงามอัศจรรย์เพราะกรุด้วยกระเบื้องเคลือบที่ทำลวดลายเป็นดอกไม้สีต่างๆ  ปัจจุบัน ตั้งแต่ชั้นที่  4-6  กำลังซ่อมอยู่

            ชั้นบนมีห้องดนตรีซึ่งเป็นห้องที่มีการจัดระบบเสียงได้ดียอดเยี่ยม  ลักษณะห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก  มีการกรุกำแพงด้วยแผ่นยิบซั่มบางๆ  ซึ่งฉลุเป็นลวดลายภาชนะต่างๆ  เช่น  เหยือกแก้ว  คนโทน้ำ  แจกัน  ผลของมันก็คือเมื่อนักดนตรีเล่นเพลงอยู่ในห้อง เสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกดูดเข้าไปในช่องฉลุเหล่านั้นทำให้เสียงดนตรีที่ได้ยินเป็นเสียงที่ประณีตละเอียดอ่อน  ลองนึกถึงภาพงานเลี้ยงที่ชั้น 3  แล้วมีเสียงดนตรีลอยลงมาจากห้องที่อยู่ชั้นบน  ผู้คนในงานเลี้ยงจะไม่เห็นนักดนตรีเลยแต่สามารถได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะได้ทั่วงาน

            ผมคิดว่าบรรดาราชสำนักที่อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่างพูดถึงพระราชวังที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้เป็นเสียงเดียวกัน  ผมจะขอยกตัวอย่างความน่าทึ่งบางอย่าง เช่น กระเบื้องเคลือบหลากสีสันที่นำมาใช้ประดับประดาพระราชวังนั้นต้องอาศัยความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาอย่างมากว่าต้องใช้โลหะชนิดไหนมาผสมลงไปในน้ำเคลือบและทำการเผาอยู่ที่อุณหภูมิเท่าใด จึงจะได้สีกระเบื้องตามที่ต้องการและยังคงสีที่สดใสอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน  เพราะฉะนั้น เพียงแค่สีของบันไดก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์มากแล้ว

            เช่นเดียวกับความรู้ในเรื่องของดนตรีที่มีพัฒนาการสลับซับซ้อนมาก  ในโลกของเปอร์เซียนั้น มีการศึกษาเรื่องดนตรีอย่างลึกซึ้ง  มีการศึกษาถึงขั้นว่าเสียงของห้องจังหวะใดจะสามารถให้เสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสุขสบายได้ หรือสร้างห้องดนตรีแบบไหนถึงจะเกิดความนุ่มนวลของเสียงเมื่อนักดนตรีบรรเลงเครื่องดนตรีพร้อมๆ กัน  ส่วนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็มีการพัฒนาไปด้วยในขณะเดียวกัน

             นี่เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาสิ่งก่อสร้างที่อยู่กลางเมืองอิศฟาฮาน  พระราชวังที่ชื่ออาลี คาพู (Ali Kapu หมายถึงประตูสวรรค์) นี้ยังมีเรื่องที่ผมประทับใจอีกอย่าง คือเมื่อเดินเข้าประตูไป จะเห็นอักขระที่เป็นภาษาฟาร์ซี ซึ่งก็คือภาษาเปอร์เซีย  (คำว่า “เปอร์เซีย” เป็นการเรียกเพี้ยนโดยคนกรีก  ถิ่นฐานดั้งเดิมของคนกลุ่มนี้คือจังหวัดฟาร์ส (Fars)  เมื่อคนกรีกเข้ามาถึง ได้เรียกเพี้ยนไปเป็นพาร์ส เพอร์สและกลายเป็นเปอร์เซียในที่สุด)  อักขระภาษาฟาร์ซีที่จารึกไว้ ณ ที่นั้นนำมาจากบทกวีของโอมาร์ คัยยัม (ผู้แต่งรุไบยาต)  ไกด์ท้องถิ่นแปลให้เราฟังว่า “มนุษย์นั้นออกมาจากประตูหนึ่งและท้ายที่สุดจะได้เข้าไปสู่ประตูหนึ่ง”  ประตูที่เราออกมาคือประตูสวรรค์และท้ายสุดประตูที่เราจะเข้าไปและไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลยคือประตูแห่งความตาย

            นอกเหนือไปจากความงดงามของอาคารต่างๆ ที่น่าสนใจแล้ว ผมคิดว่ายังมีด้านอื่นๆ อีกที่น่าสนใจ เช่น วิธีคิดว่าสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ที่ควรจะประกอบขึ้นเป็นศูนย์กลางของสังคมเมืองนั้นควรจะมีอะไรบ้าง  ในจัตุรัสนั้น นอกจากพระราชวังหลวงแล้ว ยังมีตลาดและสุเหร่าอยู่ 2 สุเหร่า

             ถัดจากอาคารพระราชวังเป็นตลาดหรือบาซาร์ (Bazaar) ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรารับมาใช้แล้วเพี้ยนเป็นคำว่า “ปสาน” ในสมัยอยุธยา  หมายความว่ารัฐไม่สามารถคงอยู่ได้ถ้าระบบเศรษฐกิจไม่มั่นคงดีพอ  เปอร์เซียรุ่งเรืองเพราะทำตัวเป็นคนกลางในการเก็บเกี่ยวสินค้าจากโลกตะวันออกที่หมายถึงจีน อินเดีย แล้วส่งไปขายต่อยังโลกตะวันตกที่ยุโรป  ตัวบาซาร์สมัยนั้นมีการพัฒนาไปไกลมากถ้าเทียบกับโลกส่วนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน

            สมัยก่อน สินค้ามักมีไม่มากพอที่จะขายได้ทั้งวัน  การค้าขายมักจะเป็นภาพของพ่อค้าวัวต่างม้าต่างที่รวบรวมสินค้าตามรายทางพร้อมกับตระเวนขายไปตามรายทาง  ตลาดส่วนใหญ่จึงมีลักษณะเป็นตลาดนัดมากกว่าตลาดถาวร  ในยุโรปเองก็มีตลาดนัดที่เรียกว่า flea market เพราะเปรียบเสมือนตัวหมัดที่กระโดดไปมาตามแหล่งต่างๆ  แต่สิ่งที่เราเห็นในเมืองอิศฟาฮานเป็น covered bazaar คือตลาดที่เป็นตัวอาคารถาวรขนาดใหญ่  แสดงว่าที่นี่เป็นที่รวมสินค้ารายทางจำนวนมหาศาล เป็นศูนย์รวมของพ่อค้ามากมาย

            ผมจินตนาการว่าในตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ  ตลาดตรงนี้เป็นแหล่งค้าขายพรม ตรงนั้นขายหมวก ตรงนี้ขายเครื่องเหล็ก ตรงนั้นอาจจะเป็นที่ขายทอง  ถัดมาเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการทำน้ำหอม เครื่องแก้ว แล้วก็เครื่องเทศนานาชนิด  การที่ตลาดจะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นตลาดถาวรที่มีสินค้าขายได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก

             ถัดจากอาคารที่เป็นตัวคุมเศรษฐกิจ ก็เป็นอาคารที่มีบทบาทในการควบคุมความคิด  เราเห็นสุเหร่า 2 แห่ง ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง  สุเหร่าเล็กที่ชื่อชัยค์ลุฏฟุลลอฮนั้นใช้เฉพาะราชสำนัก  ปกติ สีที่ใช้ด้านนอกตัวสุเหร่ามักจะเป็นสีเขียวหรือไม่ก็น้ำเงิน  แต่ที่นี่สีพื้นกลับเป็นสีเบจ คือสีน้ำตาลและเนื้ออ่อนสลับกับสีน้ำเงินและเขียว  เมื่อเห็น จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นสีที่นุ่มนวลมาก  แต่ที่วิเศษกว่านั้นคือเมื่อเดินเข้าไปในอาคาร เราจะเห็นร่องรอยความคิดทั้งเรื่องของเรขาคณิตและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมาก เช่น จตุรัสเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ตัวอาคารของสุเหร่ามีเงื่อนไขว่าต้องหันไปทางทิศที่ตั้งของนครเมกกะ ซึ่งไม่สัมพันธ์กันเลยกับผังสี่เหลี่ยมของลานเมือง  สถาปนิกจึงต้องออกแบบให้เราเดินเบี่ยง  ที่น่าทึ่งก็คือเรากลับไม่รู้สึกถึงการถูกบังคับให้ต้องเดินเบี่ยงเลย

             และเมื่อเข้าไปถึงด้านใน ก็ต้องตกตะลึงกับความมหัศจรรย์ในการเขียนลวดลายประดับประดาต่างๆ ที่เป็นศิลปกรรมแบบอิสลาม ทั้งลายแบบพรรณพฤกษาและการใช้ตัวอักขระจากพระคัมภีร์ที่เรียกว่ากูฟิค (kufic) หรืออักษรประดิษฐ์มาประดับ ซึ่งสำหรับคนเปอร์เซียแล้วมันคือส่วนหนึ่งของการชื่นชมสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้น ศิลปะ สีกับพระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

             ที่นี่มีลักษณะพิเศษอีกอย่างคือเมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน จะเห็นลายเป็นวงขนาดใหญ่และค่อยๆ เล็กลงเข้าหาจุดศูนย์กลาง  มองเผินๆ ก็ดูเหมือนลายวงกลมธรรมดา แต่ถ้ามีแสงมากระทบโดนในมุมที่ถูกต้อง เราจะเห็นลายนั้นคลี่ตัวออกเป็นรูปนกยูงรำแพนหางได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเป็นระยะตลอดวัน  นี่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการคำนวณแสงในสถาปัตยกรรมที่น่าอัศจรรย์มาก

            นอกจากสุเหร่าเล็กที่ใช้เฉพาะราชสำนักแล้ว ยังมีสุเหร่าใหญ่หรือมัสยิดญามิอ์ซึ่งเป็นที่สำหรับให้ชาวเมืองมาทำนมาซร่วมกันในวันศุกร์  พื้นที่ของสุเหร่าจึงต้องมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับชาวเมืองจำนวนมากได้  สุเหร่านี้ยังประกอบด้วยส่วนที่เป็นโรงเรียนอยู่สองด้าน เป็นปีกซ้ายขวา  ในโลกของคนอิสลามเรียกส่วนนี้ว่า “มาดะรีชาห์” หมายถึงโรงเรียน (ศาสนา)  ในสมัยก่อน โรงเรียนลักษณะนี้ไม่ได้สอนเฉพาะเรื่องของศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิชาคำนวณ การแพทย์และอื่นๆ ด้วย

            มาดะรีชาห์ที่นี่ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับฤดูกาล  ในฤดูร้อน จะใช้ด้านที่เป็นอาคารเปิดโล่ง  ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ออกแบบให้มีประตูเปิดปิดได้เพื่อให้อบอุ่นเหมาะกับการเรียนในฤดูหนาว  มีทั้งห้องเรียนขนาดเล็กที่น่าจะจุคนได้สัก 20 คนเป็นอย่างมากและห้องเรียนขนาดใหญ่  ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างดียอดเยี่ยม

            อีกอย่างที่อาจทำให้เราแปลกใจคือเวลาอยู่ในเมืองอิศฟาฮาน เราจะรู้สึกได้ว่ามีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา  น้ำเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของคนเมืองนี้  จะมีน้ำพุอยู่ในสวนต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วเมือง  พวกเขาเอาน้ำมาจากไหนกันในเมื่อถัดจากตัวเมืองที่แผ่ออกไป ล้วนเป็นที่โล้นแล้ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย ซึ่งเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์โดยทั่วไปของอิหร่าน

            อิศฟาฮานได้น้ำจากสองแหล่งด้วยกัน แหล่งแรกคือแม่น้ำสายสั้นๆ ที่ไหลผ่านเมือง ส่วนอีกแหล่งคือน้ำซับใต้ดิน หมายความว่าต้องอาศัยผู้รู้ว่าน้ำซับนั้นอยู่ตรงไหนแล้วจัดการชักน้ำเหล่านั้นขึ้นมาใช้  น้ำจะถูกเพิ่มความดันเป็นระยะเพื่อให้เกิดแรงผลักจากใต้ดินจนกลายเป็นน้ำพุขึ้นมา ซึ่งน้ำพุนี้สามารถไปโผล่ได้ถึงชั้นสามของพระราชวังกลางเมือง

            เรางุนงงสงสัยเพราะเราคิดว่าน้ำต้องสัมพันธ์กับต้นไม้  แล้งอย่างนี้จึงไม่น่ามีน้ำได้  แต่น้ำของคนเปอร์เซียนั้นสัมพันธ์กับหิมะที่ละลายซึมลงในชั้นใต้ดิน  แผ่นหินที่สลับซับซ้อนได้กักเก็บน้ำเอาไว้เป็นโตรกธารที่ไหลเวียนอยู่ใต้ดิน คนเปอร์เซียจึงพัฒนาความรู้เรื่องการสร้างลำรางส่งน้ำที่สัมพันธ์กับชั้นใต้ดินที่อยู่ห่างไกลร่วมร้อยกิโลเมตร  ในโลก มีอยู่ไม่กี่วัฒนธรรมที่มีความรู้เรื่องการทำอุโมงค์ใต้น้ำเช่นนี้  ในความเป็นจริง อิศฟาฮานจึงมีน้ำอยู่มากเกินพอด้วยซ้ำไป

            สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามีวิธีคิดเกี่ยวกับน้ำที่สลับซับซ้อน  น้ำคือความร่มเย็น น้ำคือชีวิต  พอตกเย็น ผู้คนจะไปนั่งคุยกันอยู่ริมแม่น้ำ ไปปิกนิก นัดรวมญาติ ถ่ายรูป และเป็นที่นัดพบของหนุ่มสาว  ตามสวนจะมีการสร้างน้ำพุเพื่อให้ความชุ่มชื่นร่มเย็นแก่ชีวิต  นอกจากนั้น เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านแบบมุสลิมก็คือเมื่อเปิดประตูเข้าไปในบริเวณบ้าน สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือสวนซึ่งมีน้ำพุขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง  ทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลาที่อยู่ในบ้าน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนมุสลิมชื่นชมน้ำอย่างมาก

             นอกจากจัตุรัสกลางเมืองแล้ว ยังมีพระราชวังขนาดเล็กอยู่อีกประมาณ 30 วัง  พระราชวังเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้ที่มีการสลักเสลาและเขียนสีในแต่ละราชวงศ์  แต่ละวังมีอาคารซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยป่า  ที่ไม่เรียกว่าสวนเพราะต้นไม้ที่นั่นมีขนาดใหญ่มากเพราะปลูกมาตั้งแต่สมัยสร้างวัง จึงมีอายุประมาณ 100-200 ปี  ต้นไม้ที่นิยมกันมากเพราะนำไปใช้ได้คือต้น sycamore ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับต้นเมเปิ้ล เช่น พระราชวังที่ชื่อว่าเชเฮลโซตูน ซึ่งแปลว่าวังที่มีเสาไม้ 40 ต้นนั้น เสาทุกต้นทำจากไม้ซิกคาหม่อทั้งสิ้น  เมืองอิศฟาฮานทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้

             อิศฟาฮานยังมีที่เที่ยวอื่นๆ  อีก เช่น หลุมฝังศพของมหากวีที่ชื่อว่าฮาฟิซ   ซึ่งคนอิหร่านเองก็ยังไปที่หลุมศพนี้กันอยู่ในปัจจุบัน   พอไปถึง ก็จะอ่านบทกวีของท่านกัน  ถัดจากหลุมศพ  มีร้านน้ำชาเล็กๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการแสวงหาความสุขอีกอย่างหนึ่งของคนอิหร่านซึ่งเกี่ยวข้องกับน้ำ  พวกเราก็ไปนั่งกินขนมที่หน้าตาคล้ายกับซ่าหริ่มในน้ำกุหลาบซึ่งทำจากดอกกุหลาบจริงๆ และมีขายทั่วไปในอิหร่าน

            ผมคิดว่าอิศฟาฮานมีอะไรให้ดู ให้ได้เรียนรู้และเปิดหูเปิดตาอยู่มากจริงๆ

 

ผู้เข้าชม: 313
ความเห็นทั้งหมด (0)Add Comment

ร่วมแสดงความเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
ลดพื้นที่ลง | ขยายพื้นที่

security code
กรุณากรอกตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนลงในช่องนี้ด้วยค่ะ


busy
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 03 July 2009 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย โครงการ*หมายเหตุสังคม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 e-mail: pawita50@gmail.com