|
อยากถามอาจารย์ว่ามีเรื่องใดบ้างที่อาจารย์อยากเห็นมีผู้ศึกษาเพิ่มเติมในประวัติศาสตร์ไทย 1. “ประวัติศาสตร์ไทย” ช่วงก่อนสุโขทัย ถ้าจะพูดในภาพใหญ่ก่อนเลยก็คือผมมักจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ไทยมักจะขาดความสลับซับซ้อน หมายความว่าเรามักจะถูกสั่งสอนว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับกรุงสุโขทัย แล้วช่วงก่อนสุโขทัยล่ะ ดินแดนหรือผู้คนแถบนี้เป็นอย่างไร ประวัติศาสตร์ของเรานับถอยหลังไปได้แค่ 800 ปีเพียงแค่นั้นหรือ ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยควรจะเริ่มตรงไหนกันแน่ ผมคิดว่านี่เป็นจุดบอดที่ใหญ่มาก เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย มันมีคำถามใหญ่มากๆ ว่าเราจะใช้กรอบอะไรไปจับว่าอะไรคือประวัติศาสตร์ “ไทย” เราหมายถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติที่เฉพาะเจาะจงลงไป หรือหมายถึงรูปแบบพัฒนาการของสังคมที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ ถ้าเราเปิดกว้างว่ามีชนชาติหลากหลายมากมายที่ค่อยๆ พัฒนาชุมชนของตัวเองและคลี่คลายไปจนในที่สุดมีความชัดเจนในเรื่องของพื้นที่เขตแดนที่เรียกกันว่าอาณาจักรสยาม ผมคิดว่าเราคงพอจะบอกได้ว่านี่ล่ะคือประวัติศาสตร์สยาม (ซึ่งไม่ได้มีแต่ชนชาติไทยเท่านั้น) แต่เรื่องที่ว่าแต่ก่อนนี้ มีกลุ่มคนหลากหลายที่ค่อยๆ ช่วยกันสานคนละเล็กละน้อยจนเกิดมีลักษณะชุมชนที่ต่อมาคือสยามนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง จะเริ่มมีการพูดถึงนครรัฐหรืออาณาจักรเล็กๆ ซึ่งกระจายตัวและดำรงอยู่มาก่อนช่วงสุโขทัย-อยุธยา ทั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกแล้วก็ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเรายังมีความรู้ด้านนี้น้อยเกินไป
นั่นเป็นความอยากรู้อันแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย 2. ภาพชีวิตของ “คน” โดยเฉพาะสามัญชนในประวัติศาสตร์ไทย อันที่สอง มุมมองของประวัติศาสตร์ไทยนั้น เรามักจะเดินตามรอยราชวงศ์และรัชกาล หมายถึงเรามักพุ่งความสนใจไปที่ตัวผู้นำในทางการเมืองเป็นหลัก แต่กับภาพของตัวชุมชนนั้น มีอยู่น้อยมากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ระบบสังคมของเราเป็นอย่างไร ระบบเกษตรกรรมหรือการจัดเก็บภาษีในระยะต้นเป็นอย่างไร กว่าที่จะค่อยๆ คลี่คลายจนกระทั่งชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เราแทบไม่เคยมีการศึกษาสิ่งเหล่านี้เลย หรือแม้แต่การศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์เองก็ตาม กว่าที่ผู้นำทางการเมืองจะลงตัวมาเป็นระบบกษัตริย์ มันคลี่คลายมาอย่างไร กว่าที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้นั้นมาได้โดยวิธีไหนบ้าง อ้างอิงกับอำนาจของอะไร มีการจัดสรรอำนาจทางการเมืองกันอย่างไร ผมคิดว่าส่วนนี้เราก็ยังไม่มีความชัดเจน บ่อยครั้งที่เรามักจะเอาความเข้าใจของปัจจุบันไปสวมให้อดีต เช่น การสืบสายรัชทายาทต้องสืบทางเด็กผู้ชายและต้องเป็นคนโตที่สุด หรือแม้กระทั่งความคิดเรื่องพระมเหสี ผมก็คิดว่ากว่าจะมาเป็นสถาบันพระมเหสีได้นั้น น่าจะเป็นช่วงหลังมากๆ เลย เพราะผมคิดว่าช่วงแรกๆ อำนาจยังไม่ตกผลึก การที่ระบุไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าลูกคนไหนจะได้สืบบัลลังก์ หรือผู้หญิงคนไหนได้เป็นใหญ่ที่สุดในราชสำนักฝ่ายในนั้น ทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งมีโอกาสเป็นอันตรายมาก ยิ่งเรื่องชีวิตของผู้คนทั่วไปว่าอยู่กันอย่างไร ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ เวลานึกอยากรู้เรื่องชีวิตชาวบ้าน ผมมักจะนึกถึงตำนานพื้นบ้านบางเรื่อง เช่น นางนาค นางนาคมักจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องความรักของหญิงชาย แต่สำหรับผมนั้น คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวชาวนากับรัฐได้อย่างดี ผู้หญิงสมัยก่อนถ้าไร้ญาติขาดพี่น้องดูแล แล้วผัวก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ผู้หญิงคนนั้นต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากมากเหมือนกับนางนาค ผมเองเลือกที่จะตีความในประเด็นนี้มากกว่า แต่การตีความในกระแสหลักทางหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความเข้าใจและสนใจเรื่องราวในแง่มุมของสามัญชนน้อยเกินไป อาจารย์คิดว่าถ้ามีคนสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สังคมกันจริงๆ เราจะมีข้อมูลหรือหลักฐานมากเพียงพอที่จะศึกษาหรือเปล่าเพราะคนไทยไม่ขยันจด ไม่ขยันบันทึกกันสักเท่าไร ผมยังรู้สึกว่านี่เป็นคำอธิบายที่มีมาตลอด แต่หากเราลองมองย้อนกลับไป นักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์ เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ใช้หลักฐานเหมือนที่เรามีอยู่แต่เขาได้สร้างความคิดใหม่ขึ้นมาโดยอาศัยทฤษฎีบางอย่าง ที่สำคัญ ผมคิดว่าหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมันยังมีอยู่ในภาษาอื่นอีกมาก แต่ความพยายามของเราที่จะไปค้นหามาอาจจะยังไม่มากพอ ตัวอย่างเช่น หลักฐานในภาษาจีนหรือเอกสารของพวกพ่อค้าดัตช์ที่เข้ามาตั้งสถานีการค้าในอยุธยามาตั้งแต่เริ่มต้นเลย แน่นอนว่าต้องมี แต่ผมถามว่ามีนักประวัติศาสตร์สักกี่คนที่มีความรู้ในการใช้เอกสารเหล่านั้น ผมว่านับนิ้วได้เลย เอกสารโปรตุเกสที่เรามักจะพูดถึงเสมอ ทำไมจึงมีแค่ของปิ่นโต นอกจากนี้ ผมคิดว่าต้องมีจดหมายทางการค้าระหว่างอยุธยากับปัตตาเวีย หรือแม้แต่อยุธยากับที่อื่น เช่น เรามีการแต่งสำเภาการค้าไปค้าขายกับญี่ปุ่นที่เกาะริวกิว แต่ยังมีการสำรวจเอกสารด้านนั้นน้อยมาก จะยังมีอีกมากสักแค่ไหนที่เราอาจจะสามารถขุดค้นมาได้
เพราะฉะนั้น สำหรับผมเอง คำอธิบายที่บอกว่าคนไทยไม่ชอบขีดเขียน หรือสอง เอกสารและร่องรอยหลักฐานของเราได้สูญหายไปหมดกับสงครามใหญ่สองครั้งและสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง ก็เป็นเหตุที่พอเข้าใจได้ แต่คำถามยังอยู่ที่เดิมว่าเรามีความพยายามในการค้นหาหลักฐานมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะขณะนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ช่วงที่มีความเจริญด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้ขุดค้นสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าสมัยก่อนมาก ถ้าเราสนใจจะศึกษาประวัติศาสตร์ชาวบ้าน อาจารย์คิดว่าเราควรจะเริ่มที่ไหน ผมคิดว่าเรื่องนิทานพื้นบ้านกับภาษา สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกทำลายจึงยังโอบอุ้มร่องรอยหลักฐานอะไรอีกเยอะทีเดียว อย่างการเก็บเพลงพื้นบ้านนั้นอาจจะช่วยเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องความคิดความเชื่อได้เยอะมาก สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการจัดการการศึกษาอย่างมีระบบและรอบด้าน ผมนึกถึงนักวิชาการท่านหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว คืออาจารย์ไมเคิล ไรท์ อาจารย์ศึกษาโองการแช่งน้ำโดยถอดออกมาเป็นภาษาสามัญ ปรากฏว่าเราสามารถเข้าใจเรื่องราวของโองการแช่งน้ำได้อีกหลายอย่างทีเดียว ตัวอย่างรูปธรรมคือเขาสำรวจว่าในโองการแช่งน้ำมีการใช้ภาษาเขมรมากน้อยแค่ไหน มีภาษาบาลี-สันสกฤตเท่าไร แล้วยังมีภาษาที่ไม่ใช่ทั้งหลายที่กล่าวมาและอาจจะอนุโลมว่าเป็นภาษาไทยมากน้อยแค่ไหน คำที่ใช้เป็นคำประเภทไหน สะท้อนสังคมได้อย่างไร เป็นต้น
การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น ผมคิดว่านอกจากจะอาศัยบันทึกลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นจารีตของนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังต้องอาศัยเครื่องมือต่างแขนงอีก เช่น หลักฐานทางโบราณคดี มีนักวิชาการญี่ปุ่นที่ค้นพบเปลือกข้าวในอิฐกับภาชนะดินเผา ทำให้สามารถวิเคราะห์หาอายุและลักษณะของข้าวที่กินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างชุมชนอื่นๆ ซึ่งกินข้าวในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในแบบที่มักเรียกกันว่าบูรณาการ 3. ความซับซ้อนของประวัติบุคคลสำคัญ ประวัติศาสตร์ไทยในทางจารีตมักจะเน้นเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่ผมมักจะนึกสงสัยว่าทำไมบางคนจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นพิเศษมากๆ อย่างกรณีรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้นชัดเจนที่สุด แต่กว่าที่เราจะเกิดความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ ร.5 ขึ้นมาอย่างจริงจังนั้น ผมคิดว่าอาจจะหลังมากๆ ทำไมก่อนหน้านั้นถึงไม่มี หรืออย่างสมเด็จพระนเรศวรนั้น กว่าที่เราจะมีข้อมูลหรือภาพที่ชัดเจน ผมคิดว่าถอยไปได้ไกลที่สุดคือช่วงรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง แล้วจึงกระโดดข้ามมามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 7 ด้วยฝีมือของกรมพระยาดำรงฯ และกลายเป็นกึ่งนวนิยายในสมัยของหลวงวิจิตรฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเห็นได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาโดดเด่นเป็นช่วงๆ แต่ถ้าถามว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับทั้งสองพระองค์แค่ไหน ผมคิดว่าก็ยังไม่พออยู่ดี ตอนที่หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรออกมาสู่สังคมนั้น หลายคนตั้งคำถามว่ามณีจันทร์มีจริงหรือเปล่า มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับตัวพระองค์น้อยมากๆ ขณะเดียวกัน ผมลองนึกสนุกๆ ว่าถ้าประวัติศาสตร์ไทยสนใจตามรอยบุคคลสำคัญจริงๆ เราน่าจะตามรอยใครบ้าง ผมคิดว่ายังมีอีกหลายคนมากที่มีสีสันเหลือเกินและอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขา เช่น ถ้าพ่อขุนรามคำแหงมีตัวตนจริง ผมก็อยากรู้อยากเห็นรายละเอียด เช่น พระองค์คือใคร มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเช่นไร หรืออย่างพระเจ้าปราสาททองที่เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือแม้กระทั่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ เอง ในแง่บันทึกต่างประเทศ เราเห็นร่องรอยของกษัตริย์พระองค์นี้ว่ามีสีสันมาก ท่านรวบรวมอำนาจอย่างไรกว่าจะขึ้นครองราชย์ได้ ท่านสร้างฐานอำนาจและต่อสู้กับอำนาจในกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างไร มี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้ แต่เท่าที่เห็น ก็มีเพียงคนเดียว ทำไมเราไม่พยายามทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมา หรือกรณีตำนานพระพุทธบาทในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม เราไม่ค่อยพูดถึงการค้นพบพระพุทธบาทว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้กับรัฐบาลของท่าน แต่กลับมองเป็นกฤษฎาภินิหาร กลายเป็นของเรื่องตำนานซึ่งกระเดียดไปทางนิยายเสียมากกว่า หรือรัชกาลที่ 3 ซึ่งทรงเป็นนักการค้าที่ยิ่งใหญ่มาก ท่านสามารถรักษาดุลยภาพระหว่างกลุ่มฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างไรโดยไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันบ้างเลยหรือ แล้วกลุ่มสกุลขุนนางใหญ่ๆ อย่างตระกูลบุนนาค หรือกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในสมัยนั้น รวมไปถึงกลุ่มชาวตะวันตกอีกล่ะ ท่านจัดการอย่างไร โดยสรุปแล้ว ในเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับบุคคลสำคัญต่างๆ แต่ทำไมถึงยังไม่มีความหลากหลายเท่าที่ควร ผมไม่ได้รังเกียจถ้านักประวัติศาสตร์จะสนใจเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่จะดีมากถ้าเขาได้ศึกษาบุคคลสำคัญหลายๆ คน เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นคำถามและคำตอบต่อกัน และท้ายสุด เราอาจจะได้เห็นภาพของประวัติศาสตร์ไทยที่มีความหลากหลายมิติมากขึ้น 4. ประวัติศาสตร์ไทยในบริบทของประวัติศาสตร์โลก อีกประเด็นที่อยากจะพูดถึงคือการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมักจะโดดเดี่ยวและแยกออกมาจากประเทศอื่นๆ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมมักจะตั้งคำถามอยู่ตลอด เวลาที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์ยุโรป ประวัติศาสตร์โลกหรืออะไรก็ตามแต่ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่มีภาพนี้ การที่เอาประวัติศาสตร์จากหลายๆ ที่มาวางไว้บน Time line เดียวกัน อย่างน้อยที่สุดสำหรับผมเองก็ช่วยให้สามารถนึกภาพรวมที่กว้างขึ้น เช่น เมื่อพูดถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่าตรงกับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผมก็จะกวาดสายตาไปว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกนี้ ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงว่าในขณะที่สังคมไทยเรากำลังเป็นแบบนี้ สังคมอื่นเป็นแบบไหน แน่นอนที่สุดว่าพัฒนาการของสังคมแต่ละที่นั้นมักแตกต่างกันทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น การที่เราเอาช่วงเวลาของไทยไปวางไว้บน Time line ของโลกนั้นยังอาจช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนั้นด้วย เช่น กรณีเรื่องโรคห่าระบาดที่เป็นเหตุให้พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงศรีอยุธยานั้น เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Black Death ซึ่งคร่าชีวิตคนในยุโรปไปมากมาย ซึ่งเมื่อสนใจสืบสาวต่อไปจริงๆ ก็อาจพบว่ามันอาจจะมาจากหนูที่ติดมากับเรือสินค้าจากเมืองจีนก็ได้ หรืออย่างกรณีความรุ่งเรืองของอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการที่เส้นทางการค้าสายไหมทางบกที่เคยใช้กันมาถูกปิดไป อยุธยาจึงกลายเป็นจุดผ่านทางที่สำคัญของการค้าทางทะเลและร่ำรวยขึ้นมาอย่างที่อาจเรียกได้ว่าส้มหล่น จะเห็นได้ว่าการอธิบายเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์ในภูมิภาคอื่นๆ ได้ พูดอีกอย่างก็คือ การที่ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยมีพื้นที่ทางเวลาร่วมกันหมายถึงการมีพื้นที่ (การอธิบาย) ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดเช่นนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
|