สำรวจความคืดเห็น

คุณได้รับประโยชน์จากเว็บนี้
 

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้54
mod_vvisit_counterเมื่อวาน156
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี่210
mod_vvisit_counterเดือนนี้1175
mod_vvisit_counterทั้งหมด44802
ขณะนี้มี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้ดูแลระบบ






ลืมรหัสผ่าน?

สิ่งที่อยากเห็นในการศึกษา “ประวัติศาสตร์ไทย” PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
โดย เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์ อ.ทรงยศ แววหงษ์   
Saturday, 01 August 2009

 

อยากถามอาจารย์ว่ามีเรื่องใดบ้างที่อาจารย์อยากเห็นมีผู้ศึกษาเพิ่มเติมในประวัติศาสตร์ไทย
1. “ประวัติศาสตร์ไทย” ช่วงก่อนสุโขทัย
          ถ้าจะพูดในภาพใหญ่ก่อนเลยก็คือผมมักจะรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ไทยมักจะขาดความสลับซับซ้อน หมายความว่าเรามักจะถูกสั่งสอนว่าประวัติศาสตร์ไทยนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับกรุงสุโขทัย  แล้วช่วงก่อนสุโขทัยล่ะ ดินแดนหรือผู้คนแถบนี้เป็นอย่างไร  ประวัติศาสตร์ของเรานับถอยหลังไปได้แค่ 800 ปีเพียงแค่นั้นหรือ  ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยควรจะเริ่มตรงไหนกันแน่  ผมคิดว่านี่เป็นจุดบอดที่ใหญ่มาก

           เวลาเราพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย มันมีคำถามใหญ่มากๆ ว่าเราจะใช้กรอบอะไรไปจับว่าอะไรคือประวัติศาสตร์ “ไทย”  เราหมายถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติที่เฉพาะเจาะจงลงไป หรือหมายถึงรูปแบบพัฒนาการของสังคมที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้  ถ้าเราเปิดกว้างว่ามีชนชาติหลากหลายมากมายที่ค่อยๆ พัฒนาชุมชนของตัวเองและคลี่คลายไปจนในที่สุดมีความชัดเจนในเรื่องของพื้นที่เขตแดนที่เรียกกันว่าอาณาจักรสยาม  ผมคิดว่าเราคงพอจะบอกได้ว่านี่ล่ะคือประวัติศาสตร์สยาม (ซึ่งไม่ได้มีแต่ชนชาติไทยเท่านั้น)  แต่เรื่องที่ว่าแต่ก่อนนี้ มีกลุ่มคนหลากหลายที่ค่อยๆ ช่วยกันสานคนละเล็กละน้อยจนเกิดมีลักษณะชุมชนที่ต่อมาคือสยามนั้นยังไม่มีความชัดเจน ถึงแม้ว่าในช่วงหลัง จะเริ่มมีการพูดถึงนครรัฐหรืออาณาจักรเล็กๆ ซึ่งกระจายตัวและดำรงอยู่มาก่อนช่วงสุโขทัย-อยุธยา ทั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกแล้วก็ในเขตภาคใต้ของประเทศไทย แต่ผมคิดว่าเรายังมีความรู้ด้านนี้น้อยเกินไป

          นั่นเป็นความอยากรู้อันแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย

2. ภาพชีวิตของ “คน” โดยเฉพาะสามัญชนในประวัติศาสตร์ไทย
          อันที่สอง มุมมองของประวัติศาสตร์ไทยนั้น เรามักจะเดินตามรอยราชวงศ์และรัชกาล หมายถึงเรามักพุ่งความสนใจไปที่ตัวผู้นำในทางการเมืองเป็นหลัก  แต่กับภาพของตัวชุมชนนั้น มีอยู่น้อยมากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ระบบสังคมของเราเป็นอย่างไร   ระบบเกษตรกรรมหรือการจัดเก็บภาษีในระยะต้นเป็นอย่างไร  กว่าที่จะค่อยๆ คลี่คลายจนกระทั่งชัดเจนมากขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์  เราแทบไม่เคยมีการศึกษาสิ่งเหล่านี้เลย

          หรือแม้แต่การศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์เองก็ตาม  กว่าที่ผู้นำทางการเมืองจะลงตัวมาเป็นระบบกษัตริย์ มันคลี่คลายมาอย่างไร  กว่าที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้นั้นมาได้โดยวิธีไหนบ้าง   อ้างอิงกับอำนาจของอะไร  มีการจัดสรรอำนาจทางการเมืองกันอย่างไร  ผมคิดว่าส่วนนี้เราก็ยังไม่มีความชัดเจน  บ่อยครั้งที่เรามักจะเอาความเข้าใจของปัจจุบันไปสวมให้อดีต เช่น การสืบสายรัชทายาทต้องสืบทางเด็กผู้ชายและต้องเป็นคนโตที่สุด หรือแม้กระทั่งความคิดเรื่องพระมเหสี ผมก็คิดว่ากว่าจะมาเป็นสถาบันพระมเหสีได้นั้น  น่าจะเป็นช่วงหลังมากๆ  เลย เพราะผมคิดว่าช่วงแรกๆ อำนาจยังไม่ตกผลึก  การที่ระบุไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจนว่าลูกคนไหนจะได้สืบบัลลังก์ หรือผู้หญิงคนไหนได้เป็นใหญ่ที่สุดในราชสำนักฝ่ายในนั้น ทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งมีโอกาสเป็นอันตรายมาก

          ยิ่งเรื่องชีวิตของผู้คนทั่วไปว่าอยู่กันอย่างไร ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่  เวลานึกอยากรู้เรื่องชีวิตชาวบ้าน ผมมักจะนึกถึงตำนานพื้นบ้านบางเรื่อง เช่น นางนาค  นางนาคมักจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องความรักของหญิงชาย  แต่สำหรับผมนั้น คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวชาวนากับรัฐได้อย่างดี  ผู้หญิงสมัยก่อนถ้าไร้ญาติขาดพี่น้องดูแล แล้วผัวก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ผู้หญิงคนนั้นต้องมีชีวิตอย่างยากลำบากมากเหมือนกับนางนาค  ผมเองเลือกที่จะตีความในประเด็นนี้มากกว่า  แต่การตีความในกระแสหลักทางหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเรายังมีความเข้าใจและสนใจเรื่องราวในแง่มุมของสามัญชนน้อยเกินไป

อาจารย์คิดว่าถ้ามีคนสนใจศึกษาประวัติศาสตร์สังคมกันจริงๆ เราจะมีข้อมูลหรือหลักฐานมากเพียงพอที่จะศึกษาหรือเปล่าเพราะคนไทยไม่ขยันจด ไม่ขยันบันทึกกันสักเท่าไร  
          ผมยังรู้สึกว่านี่เป็นคำอธิบายที่มีมาตลอด   แต่หากเราลองมองย้อนกลับไป  นักประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์  เช่น
จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ใช้หลักฐานเหมือนที่เรามีอยู่แต่เขาได้สร้างความคิดใหม่ขึ้นมาโดยอาศัยทฤษฎีบางอย่าง  ที่สำคัญ ผมคิดว่าหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมันยังมีอยู่ในภาษาอื่นอีกมาก แต่ความพยายามของเราที่จะไปค้นหามาอาจจะยังไม่มากพอ

           ตัวอย่างเช่น หลักฐานในภาษาจีนหรือเอกสารของพวกพ่อค้าดัตช์ที่เข้ามาตั้งสถานีการค้าในอยุธยามาตั้งแต่เริ่มต้นเลย  แน่นอนว่าต้องมี  แต่ผมถามว่ามีนักประวัติศาสตร์สักกี่คนที่มีความรู้ในการใช้เอกสารเหล่านั้น ผมว่านับนิ้วได้เลย  เอกสารโปรตุเกสที่เรามักจะพูดถึงเสมอ   ทำไมจึงมีแค่ของปิ่นโต   นอกจากนี้ ผมคิดว่าต้องมีจดหมายทางการค้าระหว่างอยุธยากับปัตตาเวีย หรือแม้แต่อยุธยากับที่อื่น  เช่น เรามีการแต่งสำเภาการค้าไปค้าขายกับญี่ปุ่นที่เกาะริวกิว  แต่ยังมีการสำรวจเอกสารด้านนั้นน้อยมาก  จะยังมีอีกมากสักแค่ไหนที่เราอาจจะสามารถขุดค้นมาได้

          เพราะฉะนั้น สำหรับผมเอง คำอธิบายที่บอกว่าคนไทยไม่ชอบขีดเขียน หรือสอง เอกสารและร่องรอยหลักฐานของเราได้สูญหายไปหมดกับสงครามใหญ่สองครั้งและสงครามกลางเมืองอีกหลายครั้ง ก็เป็นเหตุที่พอเข้าใจได้  แต่คำถามยังอยู่ที่เดิมว่าเรามีความพยายามในการค้นหาหลักฐานมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะขณะนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ช่วงที่มีความเจริญด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้ขุดค้นสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าสมัยก่อนมาก

ถ้าเราสนใจจะศึกษาประวัติศาสตร์ชาวบ้าน อาจารย์คิดว่าเราควรจะเริ่มที่ไหน 
          ผมคิดว่าเรื่องนิทานพื้นบ้านกับภาษา สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกทำลายจึงยังโอบอุ้มร่องรอยหลักฐานอะไรอีกเยอะทีเดียว อย่างการเก็บเพลงพื้นบ้านนั้นอาจจะช่วยเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องความคิดความเชื่อได้เยอะมาก  สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการจัดการการศึกษาอย่างมีระบบและรอบด้าน

ไมเคิล ไรท์          ผมนึกถึงนักวิชาการท่านหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว คืออาจารย์ไมเคิล ไรท์  อาจารย์ศึกษาโองการแช่งน้ำโดยถอดออกมาเป็นภาษาสามัญ  ปรากฏว่าเราสามารถเข้าใจเรื่องราวของโองการแช่งน้ำได้อีกหลายอย่างทีเดียว  ตัวอย่างรูปธรรมคือเขาสำรวจว่าในโองการแช่งน้ำมีการใช้ภาษาเขมรมากน้อยแค่ไหน  มีภาษาบาลี-สันสกฤตเท่าไร  แล้วยังมีภาษาที่ไม่ใช่ทั้งหลายที่กล่าวมาและอาจจะอนุโลมว่าเป็นภาษาไทยมากน้อยแค่ไหน  คำที่ใช้เป็นคำประเภทไหน สะท้อนสังคมได้อย่างไร เป็นต้น

          การศึกษาประวัติศาสตร์นั้น ผมคิดว่านอกจากจะอาศัยบันทึกลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นจารีตของนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังต้องอาศัยเครื่องมือต่างแขนงอีก เช่น หลักฐานทางโบราณคดี  มีนักวิชาการญี่ปุ่นที่ค้นพบเปลือกข้าวในอิฐกับภาชนะดินเผา ทำให้สามารถวิเคราะห์หาอายุและลักษณะของข้าวที่กินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างชุมชนอื่นๆ ซึ่งกินข้าวในลักษณะเดียวกัน ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในแบบที่มักเรียกกันว่าบูรณาการ

3. ความซับซ้อนของประวัติบุคคลสำคัญ
          ประวัติศาสตร์ไทยในทางจารีตมักจะเน้นเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่ผมมักจะนึกสงสัยว่าทำไมบางคนจึงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นพิเศษมากๆ  อย่างกรณีรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระนเรศวรฯ นั้นชัดเจนที่สุด   แต่กว่าที่เราจะเกิดความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ ร.5 ขึ้นมาอย่างจริงจังนั้น ผมคิดว่าอาจจะหลังมากๆ  ทำไมก่อนหน้านั้นถึงไม่มี  หรืออย่างสมเด็จพระนเรศวรนั้น กว่าที่เราจะมีข้อมูลหรือภาพที่ชัดเจน ผมคิดว่าถอยไปได้ไกลที่สุดคือช่วงรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง  แล้วจึงกระโดดข้ามมามีรายละเอียดเพิ่มขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 7 ด้วยฝีมือของกรมพระยาดำรงฯ  และกลายเป็นกึ่งนวนิยายในสมัยของหลวงวิจิตรฯ  ช่วงสงครามโลกครั้งที่  2  จะเห็นได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะโผล่ขึ้นมาโดดเด่นเป็นช่วงๆ

          แต่ถ้าถามว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับทั้งสองพระองค์แค่ไหน ผมคิดว่าก็ยังไม่พออยู่ดี ตอนที่หนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรออกมาสู่สังคมนั้น หลายคนตั้งคำถามว่ามณีจันทร์มีจริงหรือเปล่า  มันสะท้อนให้เห็นว่าเรามีความรู้เกี่ยวกับตัวพระองค์น้อยมากๆ

          ขณะเดียวกัน ผมลองนึกสนุกๆ ว่าถ้าประวัติศาสตร์ไทยสนใจตามรอยบุคคลสำคัญจริงๆ  เราน่าจะตามรอยใครบ้าง  ผมคิดว่ายังมีอีกหลายคนมากที่มีสีสันเหลือเกินและอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขา  เช่น  ถ้าพ่อขุนรามคำแหงมีตัวตนจริง  ผมก็อยากรู้อยากเห็นรายละเอียด  เช่น พระองค์คือใคร  มีลักษณะรูปร่างหน้าตาเช่นไร  หรืออย่างพระเจ้าปราสาททองที่เป็นพระราชบิดาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือแม้กระทั่งสมเด็จพระนารายณ์ฯ เอง  ในแง่บันทึกต่างประเทศ เราเห็นร่องรอยของกษัตริย์พระองค์นี้ว่ามีสีสันมาก  ท่านรวบรวมอำนาจอย่างไรกว่าจะขึ้นครองราชย์ได้  ท่านสร้างฐานอำนาจและต่อสู้กับอำนาจในกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างไร  มี อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ที่พยายามตอบคำถามเหล่านี้ แต่เท่าที่เห็น ก็มีเพียงคนเดียว  ทำไมเราไม่พยายามทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมา

          หรือกรณีตำนานพระพุทธบาทในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม  เราไม่ค่อยพูดถึงการค้นพบพระพุทธบาทว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้กับรัฐบาลของท่าน แต่กลับมองเป็นกฤษฎาภินิหาร กลายเป็นของเรื่องตำนานซึ่งกระเดียดไปทางนิยายเสียมากกว่า

          หรือรัชกาลที่  3 ซึ่งทรงเป็นนักการค้าที่ยิ่งใหญ่มาก  ท่านสามารถรักษาดุลยภาพระหว่างกลุ่มฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้อย่างไรโดยไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน  ไม่มีการเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กันบ้างเลยหรือ   แล้วกลุ่มสกุลขุนนางใหญ่ๆ   อย่างตระกูลบุนนาค  หรือกลุ่มพ่อค้าที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในสมัยนั้น รวมไปถึงกลุ่มชาวตะวันตกอีกล่ะ  ท่านจัดการอย่างไร

          โดยสรุปแล้ว ในเมื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักมักจะให้ความสำคัญกับบุคคลสำคัญต่างๆ  แต่ทำไมถึงยังไม่มีความหลากหลายเท่าที่ควร  ผมไม่ได้รังเกียจถ้านักประวัติศาสตร์จะสนใจเรื่องราวของบุคคลสำคัญ แต่จะดีมากถ้าเขาได้ศึกษาบุคคลสำคัญหลายๆ คน เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นคำถามและคำตอบต่อกัน และท้ายสุด เราอาจจะได้เห็นภาพของประวัติศาสตร์ไทยที่มีความหลากหลายมิติมากขึ้น

4. ประวัติศาสตร์ไทยในบริบทของประวัติศาสตร์โลก
          อีกประเด็นที่อยากจะพูดถึงคือการศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยนั้นมักจะโดดเดี่ยวและแยกออกมาจากประเทศอื่นๆ  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมมักจะตั้งคำถามอยู่ตลอด   เวลาที่เราพูดถึงประวัติศาสตร์ยุโรป   ประวัติศาสตร์โลกหรืออะไรก็ตามแต่ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น  ประเทศไทยอยู่ตรงไหน  ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่มีภาพนี้

          การที่เอาประวัติศาสตร์จากหลายๆ ที่มาวางไว้บน Time line เดียวกัน อย่างน้อยที่สุดสำหรับผมเองก็ช่วยให้สามารถนึกภาพรวมที่กว้างขึ้น เช่น เมื่อพูดถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ว่าตรงกับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผมก็จะกวาดสายตาไปว่าในช่วงศตวรรษที่ 17 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกนี้ ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงว่าในขณะที่สังคมไทยเรากำลังเป็นแบบนี้ สังคมอื่นเป็นแบบไหน  แน่นอนที่สุดว่าพัฒนาการของสังคมแต่ละที่นั้นมักแตกต่างกันทั้งที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอู่ทอง

          นอกจากนั้น การที่เราเอาช่วงเวลาของไทยไปวางไว้บน Time line ของโลกนั้นยังอาจช่วยอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยในขณะนั้นด้วย เช่น กรณีเรื่องโรคห่าระบาดที่เป็นเหตุให้พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงศรีอยุธยานั้น เกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ Black Death ซึ่งคร่าชีวิตคนในยุโรปไปมากมาย ซึ่งเมื่อสนใจสืบสาวต่อไปจริงๆ ก็อาจพบว่ามันอาจจะมาจากหนูที่ติดมากับเรือสินค้าจากเมืองจีนก็ได้  หรืออย่างกรณีความรุ่งเรืองของอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการที่เส้นทางการค้าสายไหมทางบกที่เคยใช้กันมาถูกปิดไป อยุธยาจึงกลายเป็นจุดผ่านทางที่สำคัญของการค้าทางทะเลและร่ำรวยขึ้นมาอย่างที่อาจเรียกได้ว่าส้มหล่น

          จะเห็นได้ว่าการอธิบายเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์ในภูมิภาคอื่นๆ ได้  พูดอีกอย่างก็คือ การที่ประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์ไทยมีพื้นที่ทางเวลาร่วมกันหมายถึงการมีพื้นที่ (การอธิบาย) ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าวิธีคิดเช่นนี้ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

 

ผู้เข้าชม: 849
ความเห็นทั้งหมด (1)Add Comment
...
โดยคุณ ด.ญ.ชุติกาญจน์, November 17, 2009
ดีค่ะที่มีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ให้ดู smilies/kiss.gif smilies/kiss.gif smilies/kiss.gif

ร่วมแสดงความเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
ลดพื้นที่ลง | ขยายพื้นที่

security code
กรุณากรอกตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนลงในช่องนี้ด้วยค่ะ


busy
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 03 August 2009 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย โครงการ*หมายเหตุสังคม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 e-mail: pawita50@gmail.com