สำรวจความคืดเห็น

คุณได้รับประโยชน์จากเว็บนี้
 

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้17
mod_vvisit_counterเมื่อวาน216
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี่1201
mod_vvisit_counterเดือนนี้2226
mod_vvisit_counterทั้งหมด84260
ขณะนี้มี 8 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้ดูแลระบบ






ลืมรหัสผ่าน?

กลับ “บ้าน”-ฮารีรายอ PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
โดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ   
Tuesday, 01 September 2009

 

          นานหลายเดือนแล้วที่ผมไม่ได้กลับกำปงริมทะเล...

          ภายในห้องพักเล็กๆ แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร ผมหมกตัวก้มหน้าก้มตาเขียนวิทยานิพนธ์อย่างหามรุ่ง
หามค่ำเพื่อให้ทันกำหนดเวลาของมหาวิทยาลัย  ท่ามกลางกองหนังสือ สมุดบันทึกและเศษกระดาษจำนวนมหาศาล ผมไม่สามารถคิดเรื่องใดได้นอกจากการประมวลความรู้ในห้องเรียนและประสบการณ์ในสนามตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมาให้กระชับที่สุด  แน่นอน ผมไม่คาดหวังให้มันเป็นสัญลักษณ์ของผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาโทเพียงอย่างเดียว  ทว่ายังปรารถนาให้เป็นดั่งการตอบแทนน้ำใจและน้ำมิตรที่ได้รับมาตลอด

          คืนหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับการค้นหาเอกสาร เสียงภรรยาของผมดังแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้น  “เมื่อกี้ ก๊ะระโทรมา เค้าชวนไปฮารีรายอที่กำปง” เธอเอ่ยพร้อมกับรบเร้าขอตามไปด้วย  ใช่ เธอเป็นเพียงคนเดียวที่รับฟังทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสนามจนมีความรู้สึกคุ้นเคยและรู้จักผู้คนในกำปงเป็นอย่างดี  คำรบเร้าดังกล่าวจึงไม่ใช่ครั้งแรก

          ภายในชั่วอึดใจ ผมรีบโทรศัพท์กลับไปหาก๊ะระทันที  สามวันถัดมา ผมพบว่าตนกับภรรยากำลังนั่งอยู่ในรถโดยสารปรับอากาศซึ่งกำลังวิ่งตรงสู่ จ.ปัตตานี  การตัดสินใจเช่นนี้อาจเป็นการกระทำที่เหลวไหลในฐานะนักศึกษาที่ต้องเร่งเขียนวิทยานิพนธ์  ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงในฐานะสามีซึ่งคงไม่มีใครชักชวนภรรยาของตนไปเสี่ยงภัย ณ แดนใต้ราวกับเป็นเรื่องปกติ

          ทว่า ความรู้สึกบางอย่างกำลังเรียกร้องให้ผมกลับไป...
          .....................................................................

สะลาม          ผมกลับมากำปงอีกครั้งพร้อมกับภรรยา  หลายคนในกำปงแสดงอาการแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นผมพาเธอมาด้วย  ก๊ะระดีใจเป็นพิเศษเมื่อเจอพวกเรา  เธอเข้ามา “สะลาม” (จับมือสวัสดีทักทาย) กับภรรยาของผมซึ่งกำลังเก้อเขินพร้อมเอ่ยว่า “มาก่อนฮารีรายออีกนะเนี่ย  เดี๋ยวก๊ะจะหาชุดกูรงสวยๆ ให้ใส่ตอนไปเยี่ยมญาติด้วยกัน ไปเยี่ยมญาติก๊ะด้วยกันนะ”  จากนั้นภรรยาของผมก็เดินตามก๊ะระไปดูชุดกูรงในห้องนอนของเธอ  ระหว่างนั้น ผมได้ยินเสียงก๊ะระเล่าถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผมอยู่ในกำปงสลับกับเสียงหัวเราะทั้งของเธอและของสมาชิกใหม่ภายในบ้าน

          “ฮารีรายอ”   คือวันเฉลิมฉลองของคนมลายูหลังจากการถือศีลอดในเดือน
รอมฏอนหรือเดือนปอซอในภาษามลายู  เดือนปอซอคือเดือนลำดับที่เก้าในศาสนาอิสลามซึ่งนิยมนับเวลาตามระบบจันทรคติ  ระหว่างช่วงระยะเวลาดังกล่าว มุสลิมทุกคนจะต้องงดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มนับตั้งแต่แสงแรกของพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ากระทั่งแสงสุดท้ายลาลับ  นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองที่ผ่านการปฏิบัติภารกิจทางศาสนามาด้วยดีแล้ว ในความเข้าใจของคนมลายูทั่วไป  “ฮารีรายอ” ยังเป็นวันรวมญาติพี่น้องซึ่งอยู่ห่างไกลมาพบปะทักทายกันอีกด้วย  ความรู้สึกของคนมลายูที่มีต่อ “ฮารีรายอ” จึงไม่ต่างไปจาก “วันสงกรานต์” เท่าไรนัก

          อันที่จริง ผมและภรรยามาก่อนหน้าฮารีรายอเพียงวันเดียวเท่านั้น หากเทียบกับลูกชายและลูกสาวของก๊ะระที่กำลังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว นับว่าต่างกันมาก  เพราะทั้งสองคนทำเรื่องลาโรงเรียนมาก่อนร่วมอาทิตย์ การกำหนดฮารีรายอมิใช่เรื่องที่แน่นอนตามปฏิทิน หากต้องสังเกตการปรากฏของจันทร์เสี้ยวแรกท่ามกลางคืนเดือนมืด จึงค่อยนับว่าเป็นการยุติศีลอด  งานเฉลิมฉลองสามารถเริ่มได้ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นและอาจกินเวลาไปอีก 2-3 วัน

ตุมป๊ะ          ยามบ่ายวันเดียวกัน  ขณะที่ภรรยาของผมกำลังนั่งห่อ “ตุมป๊ะ”  (ขนมคล้ายข้าวต้มมัดแต่นิยมห่อด้วยใบกะพ้อหรือ
ใบจากเป็นรูปสามเหลี่ยม) กับก๊ะระเพื่อเตรียมไว้สำหรับทานและแจกญาติมิตรในช่วงฮารีรายออยู่นั้น ผมกับลูกชายก๊ะระและพ่อของเขาก็กำลังนั่งประเมินการปรากฏของเสี้ยวจันทร์ในค่ำคืนนี้เช่นกัน  “ปกติแล้วถ้าเสี้ยวจันทร์ไม่ขึ้น เราก็จะเลิก
ปอซอไม่ได้  อย่างปีที่แล้วนี่หนักเลย ของที่เตรียมไว้เกือบบูดเพราะต้องรอไปอีกวันนึงกว่าจะเห็นดวงจันทร์”
สามีก๊ะระพูดพร้อมรอยยิ้มเพราะคุ้นเคยกับความไม่แน่นอนเป็นอย่างดี

          “ถ้าคนฝั่งมาเลเซียเห็นเสี้ยวจันทร์แล้ว เราจะเลิก
ศีลอดไม่ได้เหรอแบ  ห่างกันนิดเดียวเอง”
ผมถามพร้อมสีหน้าสงสัย  “ไม่ได้หรอกแบ  ต้องเห็นที่เมืองไทยเท่านั้น  จะเป็น
ที่ไหนก็ได้  บางปีนะ ช่วงถือศีลอดตรงกับฤดูมรสุมพอดี  พวกเรามองไม่เห็นเสี้ยวจันทร์ ต้องรอดูข่าวประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรีบ้าง โทรศัพท์ถามเพื่อนมุสลิมที่เชียงใหม่ ที่อีสานหรือที่กรุงเทพฯ บ้าง”
ลูกชายของก๊ะระตอบโดยผู้เป็นพ่อพยักหน้าอยู่ข้างๆ  ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่าการนับเวลาเพื่อเข้าสู่ฮารีรายออาจทำให้เราเข้าใจ  “ความเป็นมลายูในประเทศไทย”  ซึ่งอาจต่างไปจาก  “ความเป็นมลายูในประเทศมาเลเซีย”  ก็เป็นได้

           ตกเย็น บรรยากาศในกำปงคึกคักเป็นพิเศษ  หลายคนเริ่มแต่งกายต้อนรับจันทร์เสี้ยวด้วยเสื้อผ้าสวยสดและมีไม่น้อยทีเดียวที่พากันจูงลูกเล็กเด็กแดงไปรอดูพระจันทร์ที่ริมหาด  ผมสังเกตว่าคนในกำปงมีมากขึ้นและบางคนเป็นคนที่ผมไม่เคยเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ  เท่าที่เข้าใจ คนเหล่านี้ส่วนมากเป็นแรงงานในประเทศมาเลเซีย  บางคนไปไกลถึงซาอุดิอาราเบียด้วยซ้ำ  พวกเขาและเธอล้วนรอวันกลับมากำปงในช่วงฮารีรายอทั้งสิ้น  กำปงซึ่งเคยเงียบเหงาจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ผ่านตัวอักษร  คนไกลได้กลับบ้าน ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ญาติพี่น้องที่เคยผิดใจกันก็ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวมาปรับความเข้าใจกัน

          ภรรยาของผมยืนมองภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าด้วยแววตาสุกใส “เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ต้องมาที่นี่  มันเหมือนคนกลับมาบ้าน  ดีจังที่ได้มาที่นี่ตอนนี้” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

          คนในกำปงรอพระจันทร์ขึ้นอยู่นานจนหลายคนเริ่มทยอยกลับไปรอที่บ้าน  ครอบครัวของก๊ะระและผมกับภรรยาก็เช่นกัน  พวกเรายังมีความหวังต่อข่าวดีที่จะปรากฏในไม่ช้า จึงพากันตั้งสำรับคาวหวานไว้จำนวนมากและพากันนั่งล้อมวงเสียรอบ  นานราวครึ่งชั่วโมง เสียงประกาศเป็นภาษามลายูได้ดังขึ้นจากมัสยิดบอกถึงการปรากฏขึ้นของเสี้ยวจันทร์ซึ่งพบเห็นได้ในบริเวณ จ.เชียงใหม่และกรุงเทพฯ  จากนั้น เสียงประกาศก็ถูกกลบด้วยเสียงเฮแสดงความดีใจสลับกับเสียงสรรเสริญพระเจ้าทั้งจากบ้านของก๊ะระและจากเพื่อนบ้านอย่างไม่ขาดสาย  ผมกับภรรยารู้สึกทันทีว่า ณ นาทีนั้น ผู้ที่มีความทุกข์ที่สุดในกำปงก็ยังคงปรากฏร่องรอยของความสุข

เวาะตามา          พวกเราอวยพรแก่กันและกันด้วยภาษามลายูและภาษาไทย  จากนั้น  จึงเริ่มทานของหวานเป็นการปรับท้องก่อนการทานของคาว  ก๊ะระหยิบเวาะตามา (ลูกอินทผลัมเชื่อม) ให้ผมกับภรรยาทาน  ซึ่งผมก็ทำเช่นนั้นกับสมาชิกในครอบครัวของเธอเช่นกัน  อาหารมื้อนี้ พวกเราใช้เวลานานเป็นพิเศษเช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ ในกำปง  สามี
ก๊ะระเล่าให้ผมและลูกชายของเขาฟังถึงความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักมวยในวัยหนุ่มแต่กลับต้องผันตัวเองมาเป็นคนขับรถทัวร์อย่างมีอารมณ์ขัน  สำหรับก๊ะระเองก็ใช่ย่อย เธอเล่าถึงชีวิตวัยสาวของเธอให้ผมกับภรรยาฟังอย่างสนุกสนาน นับตั้งแต่พบรักกับสามี คิดหนักเมื่อตัองเปลี่ยนศาสนาเพราะความรัก กระทั่งการปรับตัวของเธอในฐานะสมาชิกใหม่ในกำปง  เรื่องราวทั้งหมดพาผมกับภรรยาและบรรดาลูกๆ ของเธอจินตนาการไปถึงอนาคต ความหวังและความฝันที่อยู่ไม่ไกลเกินไป

          คืนนั้น ผมนอนกับลูกชายก๊ะระและภรรยาของผมก็นอนกับพี่สาวของเขา  พวกเราคุยกันเสียดึกดื่นจนก๊ะระต้องเดินมาเคาะห้องให้พวกเรารีบนอน  วันพรุ่งนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ

           เช้าวันรุ่งขึ้น สามีของก๊ะระปลุกผมกับลูกชายของเขาตั้งแต่แสงแรกยังไม่พ้นขอบฟ้า  ภายนอกห้องนอน ก๊ะระ ลูกสาวและภรรยาของผมกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารและข้าวของสำหรับเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง  พวกเราทานอาหารกันเพียงพออิ่มเท่านั้นเพราะอาจต้องร่วมทานกับญาติพี่น้องอีกหลายบ้านระหว่างการเยี่ยมเยียน  ใกล้สว่าง ลูกชายก๊ะระจึงชักชวนผมไปช่วยทำความสะอาดกูโบร์ (สุสาน) ของ
กำปงและของบรรพบุรุษ  ผมพบคนรู้จักหลายคนที่นั่น  พวกเขาล้วนมาที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน  บางคนถือดอกไม้สีขาวช่อเล็กๆ ติดมือมาสำหรับการสักการะ  บางคนกำลังนั่งอ่านอัลกุรอานและสวดดุอาร์ (ขอพร) ให้แก่ผู้ล่วงลับ

          ลูกชายก๊ะระเล่าให้ผมฟังว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยลดบาปของผู้ตายและช่วยให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไปอยู่กับพระเจ้าเร็วขึ้น แม้ว่าความเชื่อเรื่องนี้จะไม่ได้รับการยืนยันในหมู่ผู้เคร่งครัดตามหลักศาสนาเท่าไร ซ้ำยังถูกประณามว่าเป็นเรื่องที่ “ล้าหลังและงมงาย” จากกลุ่มมุสลิมที่เชื่อในหลักของเหตุผล  “แต่พวกเค้าก็อดที่จะมาทำแบบนี้หรือจ้างให้คนอื่นมาอ่านอัลกุรอานแทนไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ใต้กูโบร์นั่นคือญาติพี่น้องของเค้า” ชายหนุ่มชี้แจงให้ผมฟัง

           ผมอยู่ที่กูโบร์จนเกือบเก้าโมงเช้า  เมื่อกลับมาที่บ้านอีกที จึงพบว่าภรรยาของตนอยู่ในชุดกูรงสีเหลืองประดับดิ้นเงินเรียบร้อยแล้ว  เธอได้รับคำแนะนำให้สวมผ้าคลุมสีเดียวกันจากก๊ะระด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่เธอยังจำได้จนทุกวันนี้คือ “ต้องใส่ให้เข้าชุดกัน เดี๋ยวไม่สวย  ก๊ะถือว่าพวกเราเป็นคนในครอบครัวแล้ว  ใส่เถอะ  เดี๋ยวจะพาไปอวดให้ทั่วเลย

          ผมจำได้ว่าวันนั้นทั้งวัน เราสองคนทั้งเดินและตระเวนขับรถมอเตอร์ไซค์เสียทั่วกำปงพร้อมกับก๊ะระเพื่อเยี่ยมเยียนญาติของเธอตลอดจนคนรู้จักอื่นๆ  ภรรยาของผมระมัดระวังผ้าคลุมผมเป็นพิเศษเพราะก๊ะระแนะนำว่าหากคลุมไม่เรียบร้อย จะทำให้คนอื่นมองเธอไม่ดี

          แน่นอน แทบทุกคนในกำปงพากันแซวพวกเราทั้งสองว่าเป็นออแฆนายูบาเกาะ (คนมลายูกรุงเทพฯ) บ้าง ออแฆนายูจีนอ (คนมลายูเชื้อสายจีน) บ้าง  และมีบางคนถึงกับหัวเราะเสียงดังหลังจากทราบความจริงเพราะหลงเชื่อว่าพวกเราเป็นคนมลายูจริงๆ  กระนั้น แทบทุกบ้านก็ต้อนรับพวกเราด้วยตุมป๊ะ นาซิดาแฆ (ข้าวเหนียวแกง) และผลไม้ตามฤดูกาลอย่างไม่ขาดสาย  ถึงขั้นให้พวกเราห่อกลับกรุงเทพฯ  ยิ่งหลายคนทราบว่าผมกำลังเหนื่อยกับการเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ พวกเขาและเธอก็ยิ่งคะยั้นคะยอให้ผมนำของกินเหล่านี้กลับไปเพิ่มพลังที่กรุงเทพฯ  บางคนถึงกับเอ่ยว่า “เอาของฝากจากบ้านไปนะ เขียนเสร็จแล้วจะได้กลับมาอีก”

          ของกินสำหรับต้อนรับแขกที่ผมประทับใจที่สุดคือตาแป (ข้าวหมาก) ซึ่งบางครอบครัวยกมาให้ผมกิน  จำได้ว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เจืออยู่นั้นแรงกว่าข้าวหมากในภาคอื่นๆ มาก  หลายคนถึงกับหน้าแดงหลังจากทานตาแปไปได้เพียง
2-3 ห่อ  ส่วนผมนั้นยิ่งไม่ได้ใหญ่  ทานไปได้เพียงครึ่งห่อก็ต้องรีบขอโทษเจ้าของบ้านทันทีเพราะทราบดีว่ายังมีอีกหลายตาแปอยู่อีกหลายบ้าน และผมก็ไม่ควรจะมา “เมา” ในกำปงมลายูมุสลิมแห่งนี้ด้วย

          เจ้าของบ้านหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการรับประทานตาแปที่มีแอลกอฮอล์ในฐานะคนมุสลิมนั้นนับว่าผิดหลักศาสนา  แต่ในฐานะคนมลายู ตาแปเป็นสิ่งที่นานๆ จะทานสักครั้งยามพบญาติพี่น้อง  บางครั้ง คนไทยพุทธในละแวกข้างเคียงยังเตรียมทำตาแปไว้ให้ล่วงหน้าก่อนฮารีรายอเสียด้วยซ้ำ

          ผมจึงปักใจเชื่อว่าการทานตาแปจะได้รับการยกเว้น  “ชั่วคราว”  เฉพาะห้วงพิธีกรรมสำคัญอย่างฮารีรายอเท่านั้น
ฮารีรายอในความเข้าใจของคนในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญมากกว่าวันการเฉลิมฉลองทางศาสนา  ระเบียบและหลักการทางศาสนาจึงถูกเพิกเฉยชั่วคราว ปล่อยให้เรื่องราวภายในท้องถิ่นและกำปงดำเนินต่อไป  บางที ห้วงเวลาเช่นนี้ อาจมีความสำคัญต่อการเยียวยาบาดแผลในใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นได้
          ...................................................................................................................

           ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ  เราทั้งสองคุยกันถึงเรื่องราวที่พึ่งประสบมาทั้งหมดอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย  ภรรยาของผมมักเอ่ยอยู่เสมอว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐไทยและคนภายนอกที่เกี่ยวข้องมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกนึกคิดของคนมลายูในพื้นที่บ้าง คนมลายูและคนกลุ่มอื่นๆ คงไม่ตกเป็นเหยื่อเรื่อง “การสร้างความมั่นคงแห่งชาติ”  อย่างน้อยที่สุด นักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่เข้ามาทำงานในสามจังหวัดภาคใต้ก็คงจะมีความเข้าใจมากขึ้นและพอเป็นปากเสียงที่แท้จริงให้กับคนมลายูได้บ้าง

          ยามดึกในรถโดยสารที่มุ่งตรงสู่กรุงเทพฯ  ท่ามกลางความเงียบและแสงไฟรถที่สวนทางมาประปราย ผมเริ่มตระหนักแล้วว่าตนอยากเขียนวิทยานิพนธ์ออกมาอย่างไร

          เรื่องราวของ “บ้าน” ที่ผมเป็นส่วนหนึ่งและพึ่งเดินทางจากมา  เรื่องราวของผู้คนที่มีชีวิตจิตใจและดิ้นรนร้องหา “ความเป็นคน”...ไม่มากและไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้

 

ผู้เข้าชม: 1915
ความเห็นทั้งหมด (1)Add Comment
การแบ่งแยก
โดยคุณ เอม, April 26, 2010
กำลังรออ่านบทความใหม่ของคุณศรยุทธ เสียดายที่ไม่ได้เข้าร่วมในวันที่ ยี่สิบสี่ที่ผ่านมา
เพราะอยู่ไกล
จริง ๆ คำว่า "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" มันก็ถูกแบ่งแยกตั้งแต่การใช้คำพูดแล้วนะ
แล้วอย่างนี้คนนอกมักมองว่าเขาอยากแบ่งแยกตัวเองออก
ทำไมเราไม่บอกว่าเชียงรายจังหวัดชายแดนภาคเหนือ หรือหนองคาย จังหวัดชายแดนภาคอิสาน

ร่วมแสดงความเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
ลดพื้นที่ลง | ขยายพื้นที่

security code
กรุณากรอกตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนลงในช่องนี้ด้วยค่ะ


busy
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 03 September 2009 )
 
ถัดไป >

ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย โครงการ*หมายเหตุสังคม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 e-mail: pawita50@gmail.com