|
นานหลายเดือนแล้วที่ผมไม่ได้กลับกำปงริมทะเล... ภายในห้องพักเล็กๆ แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร ผมหมกตัวก้มหน้าก้มตาเขียนวิทยานิพนธ์อย่างหามรุ่ง หามค่ำเพื่อให้ทันกำหนดเวลาของมหาวิทยาลัย ท่ามกลางกองหนังสือ สมุดบันทึกและเศษกระดาษจำนวนมหาศาล ผมไม่สามารถคิดเรื่องใดได้นอกจากการประมวลความรู้ในห้องเรียนและประสบการณ์ในสนามตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมาให้กระชับที่สุด แน่นอน ผมไม่คาดหวังให้มันเป็นสัญลักษณ์ของผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาโทเพียงอย่างเดียว ทว่ายังปรารถนาให้เป็นดั่งการตอบแทนน้ำใจและน้ำมิตรที่ได้รับมาตลอด คืนหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังจมอยู่กับการค้นหาเอกสาร เสียงภรรยาของผมดังแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีตื่นเต้น “เมื่อกี้ ก๊ะระโทรมา เค้าชวนไปฮารีรายอที่กำปง” เธอเอ่ยพร้อมกับรบเร้าขอตามไปด้วย ใช่ เธอเป็นเพียงคนเดียวที่รับฟังทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสนามจนมีความรู้สึกคุ้นเคยและรู้จักผู้คนในกำปงเป็นอย่างดี คำรบเร้าดังกล่าวจึงไม่ใช่ครั้งแรก ภายในชั่วอึดใจ ผมรีบโทรศัพท์กลับไปหาก๊ะระทันที สามวันถัดมา ผมพบว่าตนกับภรรยากำลังนั่งอยู่ในรถโดยสารปรับอากาศซึ่งกำลังวิ่งตรงสู่ จ.ปัตตานี การตัดสินใจเช่นนี้อาจเป็นการกระทำที่เหลวไหลในฐานะนักศึกษาที่ต้องเร่งเขียนวิทยานิพนธ์ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงในฐานะสามีซึ่งคงไม่มีใครชักชวนภรรยาของตนไปเสี่ยงภัย ณ แดนใต้ราวกับเป็นเรื่องปกติ ทว่า ความรู้สึกบางอย่างกำลังเรียกร้องให้ผมกลับไป... ..................................................................... ผมกลับมากำปงอีกครั้งพร้อมกับภรรยา หลายคนในกำปงแสดงอาการแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นผมพาเธอมาด้วย ก๊ะระดีใจเป็นพิเศษเมื่อเจอพวกเรา เธอเข้ามา “สะลาม” (จับมือสวัสดีทักทาย) กับภรรยาของผมซึ่งกำลังเก้อเขินพร้อมเอ่ยว่า “มาก่อนฮารีรายออีกนะเนี่ย เดี๋ยวก๊ะจะหาชุดกูรงสวยๆ ให้ใส่ตอนไปเยี่ยมญาติด้วยกัน ไปเยี่ยมญาติก๊ะด้วยกันนะ” จากนั้นภรรยาของผมก็เดินตามก๊ะระไปดูชุดกูรงในห้องนอนของเธอ ระหว่างนั้น ผมได้ยินเสียงก๊ะระเล่าถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผมอยู่ในกำปงสลับกับเสียงหัวเราะทั้งของเธอและของสมาชิกใหม่ภายในบ้าน
“ฮารีรายอ” คือวันเฉลิมฉลองของคนมลายูหลังจากการถือศีลอดในเดือน รอมฏอนหรือเดือนปอซอในภาษามลายู เดือนปอซอคือเดือนลำดับที่เก้าในศาสนาอิสลามซึ่งนิยมนับเวลาตามระบบจันทรคติ ระหว่างช่วงระยะเวลาดังกล่าว มุสลิมทุกคนจะต้องงดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มนับตั้งแต่แสงแรกของพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ากระทั่งแสงสุดท้ายลาลับ นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองที่ผ่านการปฏิบัติภารกิจทางศาสนามาด้วยดีแล้ว ในความเข้าใจของคนมลายูทั่วไป “ฮารีรายอ” ยังเป็นวันรวมญาติพี่น้องซึ่งอยู่ห่างไกลมาพบปะทักทายกันอีกด้วย ความรู้สึกของคนมลายูที่มีต่อ “ฮารีรายอ” จึงไม่ต่างไปจาก “วันสงกรานต์” เท่าไรนัก อันที่จริง ผมและภรรยามาก่อนหน้าฮารีรายอเพียงวันเดียวเท่านั้น หากเทียบกับลูกชายและลูกสาวของก๊ะระที่กำลังศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ แล้ว นับว่าต่างกันมาก เพราะทั้งสองคนทำเรื่องลาโรงเรียนมาก่อนร่วมอาทิตย์ การกำหนดฮารีรายอมิใช่เรื่องที่แน่นอนตามปฏิทิน หากต้องสังเกตการปรากฏของจันทร์เสี้ยวแรกท่ามกลางคืนเดือนมืด จึงค่อยนับว่าเป็นการยุติศีลอด งานเฉลิมฉลองสามารถเริ่มได้ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นและอาจกินเวลาไปอีก 2-3 วัน ยามบ่ายวันเดียวกัน ขณะที่ภรรยาของผมกำลังนั่งห่อ “ตุมป๊ะ” (ขนมคล้ายข้าวต้มมัดแต่นิยมห่อด้วยใบกะพ้อหรือ ใบจากเป็นรูปสามเหลี่ยม) กับก๊ะระเพื่อเตรียมไว้สำหรับทานและแจกญาติมิตรในช่วงฮารีรายออยู่นั้น ผมกับลูกชายก๊ะระและพ่อของเขาก็กำลังนั่งประเมินการปรากฏของเสี้ยวจันทร์ในค่ำคืนนี้เช่นกัน “ปกติแล้วถ้าเสี้ยวจันทร์ไม่ขึ้น เราก็จะเลิก ปอซอไม่ได้ อย่างปีที่แล้วนี่หนักเลย ของที่เตรียมไว้เกือบบูดเพราะต้องรอไปอีกวันนึงกว่าจะเห็นดวงจันทร์” สามีก๊ะระพูดพร้อมรอยยิ้มเพราะคุ้นเคยกับความไม่แน่นอนเป็นอย่างดี
“ถ้าคนฝั่งมาเลเซียเห็นเสี้ยวจันทร์แล้ว เราจะเลิก ศีลอดไม่ได้เหรอแบ ห่างกันนิดเดียวเอง” ผมถามพร้อมสีหน้าสงสัย “ไม่ได้หรอกแบ ต้องเห็นที่เมืองไทยเท่านั้น จะเป็น ที่ไหนก็ได้ บางปีนะ ช่วงถือศีลอดตรงกับฤดูมรสุมพอดี พวกเรามองไม่เห็นเสี้ยวจันทร์ ต้องรอดูข่าวประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรีบ้าง โทรศัพท์ถามเพื่อนมุสลิมที่เชียงใหม่ ที่อีสานหรือที่กรุงเทพฯ บ้าง” ลูกชายของก๊ะระตอบโดยผู้เป็นพ่อพยักหน้าอยู่ข้างๆ ผมจึงอดคิดไม่ได้ว่าการนับเวลาเพื่อเข้าสู่ฮารีรายออาจทำให้เราเข้าใจ “ความเป็นมลายูในประเทศไทย” ซึ่งอาจต่างไปจาก “ความเป็นมลายูในประเทศมาเลเซีย” ก็เป็นได้ ตกเย็น บรรยากาศในกำปงคึกคักเป็นพิเศษ หลายคนเริ่มแต่งกายต้อนรับจันทร์เสี้ยวด้วยเสื้อผ้าสวยสดและมีไม่น้อยทีเดียวที่พากันจูงลูกเล็กเด็กแดงไปรอดูพระจันทร์ที่ริมหาด ผมสังเกตว่าคนในกำปงมีมากขึ้นและบางคนเป็นคนที่ผมไม่เคยเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ เท่าที่เข้าใจ คนเหล่านี้ส่วนมากเป็นแรงงานในประเทศมาเลเซีย บางคนไปไกลถึงซาอุดิอาราเบียด้วยซ้ำ พวกเขาและเธอล้วนรอวันกลับมากำปงในช่วงฮารีรายอทั้งสิ้น กำปงซึ่งเคยเงียบเหงาจึงอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ผ่านตัวอักษร คนไกลได้กลับบ้าน ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า ญาติพี่น้องที่เคยผิดใจกันก็ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวมาปรับความเข้าใจกัน
ภรรยาของผมยืนมองภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าด้วยแววตาสุกใส “เข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ต้องมาที่นี่ มันเหมือนคนกลับมาบ้าน ดีจังที่ได้มาที่นี่ตอนนี้” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม คนในกำปงรอพระจันทร์ขึ้นอยู่นานจนหลายคนเริ่มทยอยกลับไปรอที่บ้าน ครอบครัวของก๊ะระและผมกับภรรยาก็เช่นกัน พวกเรายังมีความหวังต่อข่าวดีที่จะปรากฏในไม่ช้า จึงพากันตั้งสำรับคาวหวานไว้จำนวนมากและพากันนั่งล้อมวงเสียรอบ นานราวครึ่งชั่วโมง เสียงประกาศเป็นภาษามลายูได้ดังขึ้นจากมัสยิดบอกถึงการปรากฏขึ้นของเสี้ยวจันทร์ซึ่งพบเห็นได้ในบริเวณ จ.เชียงใหม่และกรุงเทพฯ จากนั้น เสียงประกาศก็ถูกกลบด้วยเสียงเฮแสดงความดีใจสลับกับเสียงสรรเสริญพระเจ้าทั้งจากบ้านของก๊ะระและจากเพื่อนบ้านอย่างไม่ขาดสาย ผมกับภรรยารู้สึกทันทีว่า ณ นาทีนั้น ผู้ที่มีความทุกข์ที่สุดในกำปงก็ยังคงปรากฏร่องรอยของความสุข พวกเราอวยพรแก่กันและกันด้วยภาษามลายูและภาษาไทย จากนั้น จึงเริ่มทานของหวานเป็นการปรับท้องก่อนการทานของคาว ก๊ะระหยิบเวาะตามา (ลูกอินทผลัมเชื่อม) ให้ผมกับภรรยาทาน ซึ่งผมก็ทำเช่นนั้นกับสมาชิกในครอบครัวของเธอเช่นกัน อาหารมื้อนี้ พวกเราใช้เวลานานเป็นพิเศษเช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ ในกำปง สามี ก๊ะระเล่าให้ผมและลูกชายของเขาฟังถึงความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักมวยในวัยหนุ่มแต่กลับต้องผันตัวเองมาเป็นคนขับรถทัวร์อย่างมีอารมณ์ขัน สำหรับก๊ะระเองก็ใช่ย่อย เธอเล่าถึงชีวิตวัยสาวของเธอให้ผมกับภรรยาฟังอย่างสนุกสนาน นับตั้งแต่พบรักกับสามี คิดหนักเมื่อตัองเปลี่ยนศาสนาเพราะความรัก กระทั่งการปรับตัวของเธอในฐานะสมาชิกใหม่ในกำปง เรื่องราวทั้งหมดพาผมกับภรรยาและบรรดาลูกๆ ของเธอจินตนาการไปถึงอนาคต ความหวังและความฝันที่อยู่ไม่ไกลเกินไป
คืนนั้น ผมนอนกับลูกชายก๊ะระและภรรยาของผมก็นอนกับพี่สาวของเขา พวกเราคุยกันเสียดึกดื่นจนก๊ะระต้องเดินมาเคาะห้องให้พวกเรารีบนอน วันพรุ่งนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ เช้าวันรุ่งขึ้น สามีของก๊ะระปลุกผมกับลูกชายของเขาตั้งแต่แสงแรกยังไม่พ้นขอบฟ้า ภายนอกห้องนอน ก๊ะระ ลูกสาวและภรรยาของผมกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารและข้าวของสำหรับเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง พวกเราทานอาหารกันเพียงพออิ่มเท่านั้นเพราะอาจต้องร่วมทานกับญาติพี่น้องอีกหลายบ้านระหว่างการเยี่ยมเยียน ใกล้สว่าง ลูกชายก๊ะระจึงชักชวนผมไปช่วยทำความสะอาดกูโบร์ (สุสาน) ของ กำปงและของบรรพบุรุษ ผมพบคนรู้จักหลายคนที่นั่น พวกเขาล้วนมาที่นี่ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน บางคนถือดอกไม้สีขาวช่อเล็กๆ ติดมือมาสำหรับการสักการะ บางคนกำลังนั่งอ่านอัลกุรอานและสวดดุอาร์ (ขอพร) ให้แก่ผู้ล่วงลับ
ลูกชายก๊ะระเล่าให้ผมฟังว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยลดบาปของผู้ตายและช่วยให้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไปอยู่กับพระเจ้าเร็วขึ้น แม้ว่าความเชื่อเรื่องนี้จะไม่ได้รับการยืนยันในหมู่ผู้เคร่งครัดตามหลักศาสนาเท่าไร ซ้ำยังถูกประณามว่าเป็นเรื่องที่ “ล้าหลังและงมงาย” จากกลุ่มมุสลิมที่เชื่อในหลักของเหตุผล “แต่พวกเค้าก็อดที่จะมาทำแบบนี้หรือจ้างให้คนอื่นมาอ่านอัลกุรอานแทนไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ใต้กูโบร์นั่นคือญาติพี่น้องของเค้า” ชายหนุ่มชี้แจงให้ผมฟัง ผมอยู่ที่กูโบร์จนเกือบเก้าโมงเช้า เมื่อกลับมาที่บ้านอีกที จึงพบว่าภรรยาของตนอยู่ในชุดกูรงสีเหลืองประดับดิ้นเงินเรียบร้อยแล้ว เธอได้รับคำแนะนำให้สวมผ้าคลุมสีเดียวกันจากก๊ะระด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่เธอยังจำได้จนทุกวันนี้คือ “ต้องใส่ให้เข้าชุดกัน เดี๋ยวไม่สวย ก๊ะถือว่าพวกเราเป็นคนในครอบครัวแล้ว ใส่เถอะ เดี๋ยวจะพาไปอวดให้ทั่วเลย ”
ผมจำได้ว่าวันนั้นทั้งวัน เราสองคนทั้งเดินและตระเวนขับรถมอเตอร์ไซค์เสียทั่วกำปงพร้อมกับก๊ะระเพื่อเยี่ยมเยียนญาติของเธอตลอดจนคนรู้จักอื่นๆ ภรรยาของผมระมัดระวังผ้าคลุมผมเป็นพิเศษเพราะก๊ะระแนะนำว่าหากคลุมไม่เรียบร้อย จะทำให้คนอื่นมองเธอไม่ดี แน่นอน แทบทุกคนในกำปงพากันแซวพวกเราทั้งสองว่าเป็นออแฆนายูบาเกาะ (คนมลายูกรุงเทพฯ) บ้าง ออแฆนายูจีนอ (คนมลายูเชื้อสายจีน) บ้าง และมีบางคนถึงกับหัวเราะเสียงดังหลังจากทราบความจริงเพราะหลงเชื่อว่าพวกเราเป็นคนมลายูจริงๆ กระนั้น แทบทุกบ้านก็ต้อนรับพวกเราด้วยตุมป๊ะ นาซิดาแฆ (ข้าวเหนียวแกง) และผลไม้ตามฤดูกาลอย่างไม่ขาดสาย ถึงขั้นให้พวกเราห่อกลับกรุงเทพฯ ยิ่งหลายคนทราบว่าผมกำลังเหนื่อยกับการเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ พวกเขาและเธอก็ยิ่งคะยั้นคะยอให้ผมนำของกินเหล่านี้กลับไปเพิ่มพลังที่กรุงเทพฯ บางคนถึงกับเอ่ยว่า “เอาของฝากจากบ้านไปนะ เขียนเสร็จแล้วจะได้กลับมาอีก” ของกินสำหรับต้อนรับแขกที่ผมประทับใจที่สุดคือตาแป (ข้าวหมาก) ซึ่งบางครอบครัวยกมาให้ผมกิน จำได้ว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เจืออยู่นั้นแรงกว่าข้าวหมากในภาคอื่นๆ มาก หลายคนถึงกับหน้าแดงหลังจากทานตาแปไปได้เพียง 2-3 ห่อ ส่วนผมนั้นยิ่งไม่ได้ใหญ่ ทานไปได้เพียงครึ่งห่อก็ต้องรีบขอโทษเจ้าของบ้านทันทีเพราะทราบดีว่ายังมีอีกหลายตาแปอยู่อีกหลายบ้าน และผมก็ไม่ควรจะมา “เมา” ในกำปงมลายูมุสลิมแห่งนี้ด้วย เจ้าของบ้านหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าการรับประทานตาแปที่มีแอลกอฮอล์ในฐานะคนมุสลิมนั้นนับว่าผิดหลักศาสนา แต่ในฐานะคนมลายู ตาแปเป็นสิ่งที่นานๆ จะทานสักครั้งยามพบญาติพี่น้อง บางครั้ง คนไทยพุทธในละแวกข้างเคียงยังเตรียมทำตาแปไว้ให้ล่วงหน้าก่อนฮารีรายอเสียด้วยซ้ำ ผมจึงปักใจเชื่อว่าการทานตาแปจะได้รับการยกเว้น “ชั่วคราว” เฉพาะห้วงพิธีกรรมสำคัญอย่างฮารีรายอเท่านั้น ฮารีรายอในความเข้าใจของคนในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญมากกว่าวันการเฉลิมฉลองทางศาสนา ระเบียบและหลักการทางศาสนาจึงถูกเพิกเฉยชั่วคราว ปล่อยให้เรื่องราวภายในท้องถิ่นและกำปงดำเนินต่อไป บางที ห้วงเวลาเช่นนี้ อาจมีความสำคัญต่อการเยียวยาบาดแผลในใจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นได้ ................................................................................................................... ระหว่างทางกลับกรุงเทพฯ เราทั้งสองคุยกันถึงเรื่องราวที่พึ่งประสบมาทั้งหมดอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ภรรยาของผมมักเอ่ยอยู่เสมอว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐไทยและคนภายนอกที่เกี่ยวข้องมีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกนึกคิดของคนมลายูในพื้นที่บ้าง คนมลายูและคนกลุ่มอื่นๆ คงไม่ตกเป็นเหยื่อเรื่อง “การสร้างความมั่นคงแห่งชาติ” อย่างน้อยที่สุด นักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรเอกชนที่เข้ามาทำงานในสามจังหวัดภาคใต้ก็คงจะมีความเข้าใจมากขึ้นและพอเป็นปากเสียงที่แท้จริงให้กับคนมลายูได้บ้าง
ยามดึกในรถโดยสารที่มุ่งตรงสู่กรุงเทพฯ ท่ามกลางความเงียบและแสงไฟรถที่สวนทางมาประปราย ผมเริ่มตระหนักแล้วว่าตนอยากเขียนวิทยานิพนธ์ออกมาอย่างไร เรื่องราวของ “บ้าน” ที่ผมเป็นส่วนหนึ่งและพึ่งเดินทางจากมา เรื่องราวของผู้คนที่มีชีวิตจิตใจและดิ้นรนร้องหา “ความเป็นคน”...ไม่มากและไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ บนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้
|
เพราะอยู่ไกล
จริง ๆ คำว่า "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" มันก็ถูกแบ่งแยกตั้งแต่การใช้คำพูดแล้วนะ
แล้วอย่างนี้คนนอกมักมองว่าเขาอยากแบ่งแยกตัวเองออก
ทำไมเราไม่บอกว่าเชียงรายจังหวัดชายแดนภาคเหนือ หรือหนองคาย จังหวัดชายแดนภาคอิสาน