|
ฉันไม่ได้เผื่อใจ (และเวลา) ไว้สำหรับสิ่งที่เห็นเลย..... ตอนที่เตรียมการว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดีในฮัมบวร์ก (Hamburg ประเทศเยอรมนี) นั้น สะดุดตากับ Miniature Wonderland ซึ่งเว็บท่องเที่ยวต่างๆ แนะนำว่าเป็น the world's largest model railway exhibition ซึ่งมีการจำลองย่อส่วนฉากเส้นทางรถไฟต่างๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวาเหมือนจริงมาก แต่ก็คิดเพียงว่าจะได้เห็นโมเดลรถไฟหลากชนิดและแบบจำลองสถานที่ต่างๆ ขนาดจิ๋วๆ อย่างที่เคยเห็นมาแล้วในที่อื่นๆ เช่น มินิสยามที่พัทยา หรือ Madurodam ที่กรุงเฮก ที่เลือกไปชมที่นี่ก็เพราะตัวเองชอบของจิ๋วและก็คิดว่าดีที่จะได้เปลี่ยนบรรยากาศไปจากการดูพิพิธภัณฑ์ที่จริงจังแบบที่อื่นๆ บ้าง
เมื่อไปถึงแล้ว จึงได้รู้ว่าคาดการผิดไปถนัดใจ ที่นี่เป็นที่ที่ฉันเองอยู่ได้ทั้งวันอย่างเพลิดเพลิน เวลาชั่วโมงครึ่งที่ให้นั้นน้อยไปมาก ยังดีที่มีเวลาทานข้าวอีกชั่วโมงซึ่งเดิมคิดว่าจะออกไปเตร็ดเตร่หาข้าวทานพร้อมกับดูบ้านดูเมืองเขาไปด้วยในเขตเมืองเก่าที่อยู่ใกล้ๆ กัน ปรากฏว่าไม่ใช่แต่ฉันคนเดียวที่พบว่าเวลาน้อยไปเพราะกว่าครึ่งของคณะเราต่างก็กระหืดกระหอบมาทานข้าวในโรงอาหารของพิพิธภัณฑ์กันเมื่อใกล้เวลาขึ้นรถไปที่อื่นแล้วทั้งนั้น Miniature Wonderland ต่างไปจาก แบบจำลองที่อื่นๆ อย่างไร จุดแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความวิจิตรงดงาม หุ่นแต่ละตัวของที่นี่มักจะเล็กมากจนแทบไม่เห็นรายละเอียด มิหนำซ้ำ คนทำเองก็ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการตกแต่งให้หุ่นแต่ละตัวสวยงาม ในแง่ของฝีมือการสร้างแบบจำลองอาคารต่างๆ ที่นี่ก็ไม่ได้สวยสะประณีตเป็นพิเศษอย่างไร แต่ในขณะที่สถานที่อื่นๆ ที่ฉันเคยไปมานั้นเป็นเพียง “แบบจำลอง” จริงๆ คือจำลองแล้วก็แล้วกันไป แบบจำลองทุกชิ้นจะหยิบจะดูเมื่อไรก็เหมือนกัน แต่ Miniature Wonderland กลับมีชีวิตเป็นของตัวเอง แถมเป็นชีวิตที่โลดแล่นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
ไม่ใช่แต่รถไฟเท่านั้นที่วิ่งวนอยู่ตลอดเวลา ในแบบจำลองยังมียานพาหนะอีกหลากหลายรูปแบบ วิ่งกันขวักไขว่อยู่ในท้องถนน ฉันจำไม่ได้ว่าเรือแล่นได้ด้วยหรือเปล่า แต่แค่บรรดารถต่างๆ ก็มีอะไรให้ดูมากเกินพอแล้ว รถไฟแต่ละขบวนจะออกแบบมาให้เหมือนของจริงซึ่งทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น รถไฟโดยสารข้ามประเทศก็จะวิ่งเป็นทางยาวข้ามโซนประเทศต่างๆ ที่เขาจัดไว้ ส่วนรถไฟที่ทำงานในเหมืองก็จะวิ่งเข้าไปในภูเขาก่อนกลับออกมาพร้อมด้วยแร่เต็มคันรถ เสร็จแล้วก็จะวิ่งเข้าไปในโรงงาน สักพักก็จะกลับออกมาด้วยรถเปล่าเพื่อวิ่งกลับไปขนแร่ในภูเขาอีกครั้งหนึ่ง วนเวียนกันไปเช่นนี้ให้เราติดตามดูได้ตลอดเวลา ส่วนรถที่วิ่งอยู่บนถนนนั้นไม่ได้วิ่งไปเรื่อยๆ แต่จะหยุดเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงและเคลื่อนตัวต่อไปเมื่อเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟเขียว ถ้ารถคันไหนจะเลี้ยว ก็จะมีการเปิดไฟเลี้ยวด้วย ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังจำลองการเปลี่ยนผ่านเวลาจากกลางวันไปเป็นกลางคืน โดยไฟจะค่อยๆ หรี่ลงและแสงก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนๆ เหมือนแสงพระอาทิตย์ใกล้ตกก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้วมืดสนิท ในขณะที่แสงไฟจากเพดานเปลี่ยนนั้น รถต่างๆ ก็จะเริ่มเปิดไฟหน้ารถ แสงไฟจากอาคารต่างๆ ก็จะเริ่มสว่างตรงนั้นตรงนี้เหมือนคนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน จนในที่สุด ทั้งเมืองก็จะสว่างไสวด้วยแสงไฟจากหน้าต่าง สักพัก ไฟตามบ้านก็จะค่อยๆ ดับลง ชวนให้นึกถึงการเข้านอนของผู้คน (ในขณะที่แสงสว่างจากคาสิโนจะสว่างอยู่ตลอดเวลา) ไม่นาน แสงด้านบนก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณของวันใหม่อีกครั้ง นอกจากแสง ยังมีเรื่องของเสียงถึงแม้จะมีการใช้เสียงไม่มากนัก (ซึ่งก็ดีเพราะไม่งั้น เสียงคงตีกันยุ่งไปหมด) เสียงจะจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณที่มีการชุมนุมดูคอนเสิร์ต ละครหรือฟุตบอลเท่านั้น เป็นเสียงเชียร์ เสียงพากย์และเสียงดนตรี (ที่สนามฟุตบอลยังมีจอยักษ์ (ขนาดจิ๋ว) ฉายภาพการเล่นฟุตบอลที่สมมุติว่าเป็นการติดตามถ่ายทอดสด การเล่นที่กำลังดำเนินอยู่ในสนามอีกด้วย) อีกเสียงที่ฉันชอบมากคือเสียงรถดับเพลิง ตอนแรก ฉันกับเพื่อนยังหลงนึกว่าเป็นเสียงรถหวอจริงที่วิ่งอยู่ข้างนอกเสียอีก ปรากฏว่าพอเดินเข้าโซนถัดไป กลายเป็น รถหวอที่วิ่งขึ้นเนินไปดับเพลิงที่กำลังไหม้พระราชวังแห่งหนึ่งอยู่ รถคันนี้จะเปิดหวอตอนที่วิ่งอยู่ในเมือง แต่เมื่อขึ้นเนินไปถึงตัวพระราชวัง เสียงหวอก็จะหายไป
นอกจากสิ่งต่างๆ ที่เคลื่อนตัวโดยอัตโนมัติแล้ว ยังมีปุ่มอยู่ตามที่ต่างๆ ไว้ให้เรากดดูการเคลื่อนไหวที่ทำขึ้นเป็นพิเศษอีกต่างหากกว่า 100 ปุ่ม ขนาดเพื่อนที่ปกติไม่ “ซน” เลย พอกดเข้าปุ่มหนึ่งแล้ว ก็ชักติดใจตามไปกดปุ่มต่างๆ เท่าที่จะเข้าไปถึงได้ (บางปุ่มก็มีคนแวะเวียนมาจับจองไม่เลิกจนขี้เกียจรอคิวค่ะ) ฉันชอบถ้ำซึ่งสมมุติเป็นถ้ำแก้วผลึกที่เมื่อกดปุ่มแล้ว ภายในถ้ำจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ กับห้องผีที่พอกด ก็จะมีพาเหรดผีออกมาเต้นวอลซ์กัน น่ารักมากๆ เลยค่ะ นอกจากนั้น ยังมีปุ่มให้กดดูละครเรื่องโรเมโอกับจูเลียต ฉากที่จูเลียตออกมาพบกับโรเมโอที่เฉลียง ดูนักดนตรีเล่นคอนเสิร์ต ดูคนในชุดอัศวินโบราณประลองยุทธ์กัน ไปจนถึงให้ดูการล้างรถในอู่ ดูเคเบิลคาร์แล่นขึ้นลงบนภูเขา ฯลฯ
ที่คิดว่าฉันสามารถอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันนั้น นอกจากเพื่อตามดูว่าเมื่อกดปุ่มต่างๆ จะเกิดอะไรขึ้นแล้ว ยังเพื่อตามดูหุ่นต่างๆ ด้วย ตอนที่เดินชมอยู่นั้น ฉันไม่รู้หรอกว่ามีหุ่นแฝงอยู่ตามที่ต่างๆ รวมกันทั้งหมดซักกี่ตัว แต่คิดว่าต้องเป็นแสนแน่ เพราะลำพังฉากคอนเสิร์ต ฉากสวนสนุกและฉากสนามฟุตบอล ก็มี “ผู้ชม” ฉากละเป็นพันตัวแล้วเพราะแน่นขนัดไปหมด มาดูสถิติที่เขาให้ไว้ในแผ่นพับถึงรู้ว่ามีหุ่นอยู่ประมาณ 2 แสนตัว หุ่นแต่ละตัวมีเครื่องแต่งตัวและท่าทางเป็นของตัวเองที่ต่างๆ กันไปตามเรื่องราวในแต่ละฉาก อาจเป็นนักสกีที่กำลังหกล้ม นักเดินป่าที่กำลังแบกเป้เดินอยู่ระหว่างทิวสน ผู้คนที่กำลังซื้อขายต่อรองราคากันในตลาดนัด เด็กๆ ที่กำลังเล่น กินไอติมหรือนั่งพักผ่อนอยู่ในสวนสนุก ฯลฯ 
แม้แต่ฉากเดียวกัน คนทำหุ่นก็มีจินตนาการต่างๆ กันไป เช่น ฉากหลังบ้านเล็กๆ ริมทางรถไฟนั้น แม้จะเป็นหลังบ้านเหมือนกัน แต่กิจกรรมที่แต่ละบ้านทำนั้นต่างกัน ทำให้การตามดูไม่น่าเบื่อเลย บ้านนี้กำลังทำบาร์บิคิว บ้านนั้นอ่านหนังสือพร้อมกับอาบแดดไปด้วย บ้านโน้นกำลังปลูกต้นไม้ในขณะที่บางบ้านก็กำลังเตรียมงานเลี้ยงตอนเย็น นี่ยังไม่นับฉาก “พิเศษ” อีกหลายฉาก เช่น ฉากศพที่ตายลอยน้ำมาติดฝั่งซึ่งจะมีตำรวจหลายคนกำลังตรวจสถานที่เกิดเหตุ ฉากจู๋จี๋กันกลางทุ่งทานตะวัน รวมทั้งฉากพิศวาสที่คณะพรรคตาดีคนหนึ่งมาตามฉันไปดูว่าเหตุเกิดในโรงนาที่ถ้าดูผ่านๆ ไปก็จะเหมือนฟาร์มเลี้ยงวัว ทำมะด๊าธรรมดา อีกอย่างที่ฉันอยากตามดูให้มากกว่าที่ได้ทำไปคือรายละเอียดของอาคารแต่ละหลังที่จำลองมาจากสถานที่จริงหรือรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นที่นิยมในท้องถิ่นนั้น บ้านเรือนในสแกนดิเนเวีย สวิส ออสเตรียและฮาวายจึงต่างไปจากบ้านในเยอรมัน แม้แต่บ้านในฮัมบวร์กเองก็ไม่เหมือนพวกตึกครึ่งไม้ที่นิยมสร้างกันในเขตภูเขาฮาร์ซ (Harz) อีกทั้งวัสดุที่ใช้ก็ดูต่างกันไปตาม “ของจริง” ว่าจะเป็นไม้ ซุง ปูน หินหรือเหล็ก อย่างสะพาน Bascule ในโซนสแกน ดิเนเวียนั้น แผ่นพับบอกว่าสร้างจากทองเหลืองและ เหล็กกล้าถึง 5 กิโลกรัม ความน่าทึ่งของ Miniature Wonderland จึงไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามหรือความอลังการ สำหรับฉัน มันเป็น “แดนมหัศจรรย์” ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ที่ทุ่มเทลงไปในโครงการนี้ จะต้องมีทีมงานสักกี่คนที่ช่วยกันคิดรังสรรค์เรื่องราวต่างๆ ออกมาว่าผู้ชมควรจะได้เห็นอะไรบ้าง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสอดใส่เข้าไปในแต่ละฉากควรจะมีอะไรดี ฉาก “ธรรมดาๆ” จึงจะมีชีวิตขึ้นมาได้ คิดแล้ว ยังต้องทำให้มัน “เวิร์ก” อีกด้วยคือต้องสามารถเคลื่อนไหวสื่อสารเรื่องราวได้จริง สิ่งที่ชอบที่สุดในการไปชมที่นี่จึงเป็นความรู้สึกที่ว่ากำลังได้เดินอยู่ท่ามกลาง “ฝันที่เป็นจริง” ของเด็กผู้ชายซนๆ คนหนึ่ง (เวลานึกถึงรถไฟจำลอง ไม่ค่อยมีภาพเด็กผู้หญิงในใจค่ะ) 
เมื่อได้มาอ่านเบื้องหลัง จึงได้รู้ว่าที่จริงสถานที่นี้คือ Dreams come true ของ “เด็ก” ผู้ชายไม่ใช่คนเดียว แต่เป็น 3 คน เว็บไซต์ของที่นี่ (http://www.miniatur-wunderland.com/) เล่าว่าวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2000 Frederik Braun กำลังเดินเที่ยวอยู่ในซูริคเมื่อเขาเห็นร้านขายรถไฟจำลองซึ่งทำให้เขาหวนนึกถึงความทรงจำครั้งเยาว์วัยขึ้นมาได้ ภายในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เขาโทรหาพี่ชายฝาแฝดซึ่งเป็นคู่คิดคนสำคัญของเขาแล้วบอกว่า ”เรากำลังจะสร้างรถไฟจำลองที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ตอนแรก Gerrit ไม่ค่อยสนใจเท่าไร แต่เมื่อเฟรเดอริคเซ้าซี้มากๆ เข้า เขาก็เริ่มคิดถึงมันอย่างจริงจัง ภายในไม่กี่วันหลังจากโทรศัพท์ครั้งแรก พี่น้องฝาแฝดคู่นี้ก็ตัดสินใจจะลองเดินตามความฝันของตัวเองถึงแม้จะตระหนักดีว่าโครงการดังกล่าวจะท้าทายความสามารถทางด้านเทคนิคและวิศวกรรมอย่างมากและยังเป็นโครงการที่เสี่ยงมากทางด้านการเงินอีกด้วย “เด็ก” อีกคนที่ขาดเสียไม่ได้ที่จะทำให้ฝันนี้เป็นจริงคือ Gerhard Dauscher เมื่อตอนที่เฟรเดอริคติดต่อให้เขามาเป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้างที่นี่นั้น เขามีกิจการเป็นของตัวเองซึ่งมีคิวงานเต็มมือ แต่หลังจากนอนไม่หลับไป 1 คืน เขาก็ตัดสินใจที่จะทิ้งธุรกิจที่กำลังรุ่งเพื่อติดตามความฝันที่มีมานานช้าของตัวเองว่าสักวัน เขาจะสร้างรถไฟจำลองขนาดใหญ่ให้ได้ ที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นก็คือเขายื่นเงื่อนไขว่าถ้าจะให้เขามาควบคุมการก่อสร้าง Miniature Wonderland ทีมงานของเขาจะต้องไม่เคยเป็นเจ้าของแบบจำลองรถไฟมาก่อนเลย เว็บไซต์เล่าไว้อย่างน่ารักว่าหลังจากได้ยินเงื่อนไขนี้ เฟรเดอริคถึงกับเริ่มลังเลว่าเขาคิดถูกหรือผิดที่เชิญเจอราร์ดมาร่วมงานด้วย แต่ในที่สุดแล้ว พวกเขาก็ได้เรียนรู้ว่าเจอราร์ดคิดถูกแล้วที่เลือกทีมงานเป็นช่างฝีมือเก่งๆ แทนที่จะเป็นคนที่ชินกับการทำแบบจำลองมาก่อน ความสดใหม่ทำให้จินตนาการของพวกเขาไม่ถูกจำกัดไว้แต่สิ่งที่เคยมีเคยเห็นกันในตลาดแบบจำลองทั้งหลาย
จึงไม่น่าแปลกใจว่า Miniature Wonderland นั้นเต็มไปด้วย wonder หรือสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่สรรคิดกันขึ้นมาจากทีมงานกว่า 150 ชีวิต ทุกคนจะได้รับมอบหมายเพียงกรอบคร่าวๆ ว่าให้จำลองเรื่องอะไร หลังจากนั้น เป็นสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนที่จะไปคิดออกแบบเอาเองว่าจะเล่าหรือจำลองอะไรให้ดูบ้าง อารมณ์ขันจึงมีแทรกให้ดูอยู่ตามที่ต่างๆ มากมาย อีกอย่างที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือเทคโนโลยีที่เป็นตัวทำให้สิ่งต่างๆ เคลื่อนไหว การซื้อเทคโนโลยีสำเร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะการใช้งานอย่างต่อเนื่องและขนาด 1:87 ของแบบจำลองได้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ เมื่อบวกกับรายละเอียดยิบย่อยของแต่ละที่ จึงหมายความว่าผู้รับผิดชอบต้องดีไซน์เทคนิคการเคลื่อนไหวขึ้นมาใหม่เฉพาะกิจ ความล้มเหลวจึงควบคู่ไปกับ (และเป็นที่มาของ) ความสำเร็จในวันนี้ ฉันชอบคำขอโทษของเขาที่ว่า “การก่อสร้างของเราส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากความไม่มีอะไรเลย ทำให้ต้องใช้เวลาในการพัฒนางานอย่าง มหาศาล ทีมงานของเราต้องเผชิญกับอัตราความล้มเหลวที่สูงมากแต่ก็พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างดีที่สุดแม้จะเลยเวลาทำงานไปแล้ว เราจึงขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับความเข้าใจและความร่วมมือของท่านถ้าเกิดท่านพบเห็นอะไรที่ไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็นใน Wonderland”
ในปัจจุบัน ที่นี่มีรางรถไฟยาว 12,000 เมตร รถไฟ 890 ขบวน (คันที่ยาวที่สุดยาวถึง 14.51 เมตร) รถประเภทอื่นๆ อีก 14,100 คัน สัญญาณไฟ 1,200 จุด ดวงไฟ 295,000 ดวง หุ่นจำลอง 2 แสนตัว ต้นไม้ 215,000 ต้นคอมพิวเตอร์ 40 ตัวและใช้แรงคนในการพัฒนางานที่นี่ไปแล้ว 558,000 ชั่วโมง! นอกจากเยอรมัน สวิส ออสเตรีย สแกนดิเนเวียและอเมริกาแล้ว พวกเขากำลังสร้างสนามบินที่สามารถจำลองการขึ้นลงของเครื่องบินให้เสมือนจริงอยู่ และยังฝันที่จะจำลองฝรั่งเศส อิตาลี อัฟริกา อินเดีย อังกฤษ เนเธอร์แลนด์และอื่นๆ ต่อไปอีกในอนาคต
เป็นที่รู้กันว่าฉันเป็นคนบ้าพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน เป็นต้องใช้เวลามากมายไปกับพิพิธภัณฑ์ของเมืองนั้น ชอบเพราะมักจะรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็นผลิตผลของความสามารถของมนุษย์จากอดีตที่สะสมสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับฉัน ของแต่ละชิ้นล้วนแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านไปอีกก้าวหนึ่งของมนุษย์ แม้แต่ข้าวของของมนุษย์ยุคหินก็แสดงให้เห็นถึงความสร้างสรรค์ของสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่ไม่ยอมหยุดตัวเองอยู่แค่สิ่งที่ธรรมชาติให้มาเท่านั้น แต่ได้พากเพียรดัดแปลง แก้ไข ต่อเติมและสร้างเสริมสิ่งที่มีอยู่ให้หลากหลาย งดงามและใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น จึงรู้สึกว่าเป็นการเหมาะสมและดีใจจริงๆ ที่ได้จบการท่องโลกพิพิธภัณฑ์ลงด้วยสถานที่ที่พิสูจน์ให้เห็นได้อย่างดีถึงความสามารถในการสร้างสรรค์อันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เป็นความหวังว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร มนุษย์เราก็จะไม่หยุดฝันและไม่หยุดพากเพียรพยายามที่จะทำให้ความฝันของตนนั้นเป็นจริง......
|