สำรวจความคืดเห็น

คุณได้รับประโยชน์จากเว็บนี้
 

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้14
mod_vvisit_counterเมื่อวาน216
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี่1198
mod_vvisit_counterเดือนนี้2223
mod_vvisit_counterทั้งหมด84257
ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ผู้ดูแลระบบ






ลืมรหัสผ่าน?

แค้นใดฤาจะเท่าแค้นของเจ้าหล่อน PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
โดย ชุลีพร วิรุณหะ   
Tuesday, 01 September 2009

 

Hell hath no fury like a woman scorned.

          พงศาวดารหรือตำนานรัฐต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงไว้ไม่มากนัก นานๆ จะมีวีรกษัตรีย์หรือวีรสตรีปรากฏสักองค์หนึ่งหรือคนหนึ่ง   หากเป็นเชื้อพระวงศ์  ส่วนใหญ่ที่มีการเอ่ยนามเล่าขานก็มักจะมีบทบาทในฐานะตัวประกันหรือผู้ที่ถูกส่งไปแต่งงานกับเจ้านายต่างบ้านต่างเมืองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการเมือง จะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ในกรณีของรายาหรือราชินีแห่งรัฐปัตตานีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่  16-17  ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ปกครองดินแดนติดต่อกันถึง 4 รัชกาล

          แม้จำนวนอาจจะไม่มากและบทบาทก็ซ้ำๆ กัน แต่หากอ่านพงศาวดารดีๆ เราจะพบว่าผู้หญิงในอดีตหลายต่อหลายคนมีส่วนทำให้โฉมหน้าประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองนั้นๆ เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ  เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องของยะโฮร์ (Johor) ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐหนึ่งของประเทศมาเลเซีย  สุลต่านที่สืบทอดราชวงศ์องค์ปัจจุบันทรงพระนามว่าสุลต่านมาห์มุด อีสกันดาร์ (สุลต่านพระองค์นี้เคยดำรงตำแหน่งพระราชาธิบดี หรือ Yang di Pertuan Agung  ประมุขของประเทศมาเลเซียระหว่าง ค.ศ.1981-1986)  สิ่งที่น่าสนใจคือหากเราไล่สาแหรกวงศ์ของสุลต่านยะโฮร์องค์ปัจจุบันย้อนกลับขึ้นไป จะพบว่าพระองค์ไม่ใช่ชาวมลายูแท้ แต่มีเชื้อสายของชาวมลายูปนบูกีส์

          ที่เป็นเช่นนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากผู้หญิง…

ภูมิหลังของยะโฮร์
           ในโลกมลายู  รัฐที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐต้นแบบทางการเมือง-วัฒนธรรมได้แก่อาณาจักรมะละกา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญและรุ่งเรืองมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15  ชาวมลายูถือว่าราชวงศ์ที่ปกครองมะละกาสืบเชื้อสายมาจากมหาราชาแห่งศรีวิชัย  จึงเป็นราชวงศ์ที่มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าบรรดาเจ้าผู้ครองรัฐมลายูอื่นๆ  อย่างไรก็ตาม อาณาจักรมะละกาซึ่งก่อกำเนิดขึ้นในราวทศวรรษ 1400 รุ่งเรืองอยู่แค่
ระยะเวลาสั้นๆ  เพราะเพียงใน  ค.ศ.1511  มะละกาก็ถูกยึดครองโดย
ชาวโปรตุเกส  หลังจากนั้น บริเวณคาบสมุทรมลายูก็ขาดศูนย์กลาง
ทางการเมืองที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป  คงมีแต่รัฐมลายูน้อยใหญ่ที่เป็นอิสระต่อกัน

          ในบรรดารัฐมลายูที่เติบโตขึ้นหลัง  ค.ศ.1511  รัฐยะโฮร์ถือตัวว่าสืบทอดมาจากอาณาจักรมะละกาโดยตรงตามสายราชวงศ์กษัตริย์ กล่าวคือ หลังจากที่สุลต่านมาห์มุด ชาห์ซึ่งเป็นสุลต่านองค์สุดท้ายของมะละกาสิ้นพระชนม์ระหว่างที่หลบหนีโปรตุเกสในราว ค.ศ.1527 หรือ 1528  โอรสของพระองค์ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์  ทรงพระนามว่าสุลต่านอเลาดิน รีอายัต ชาห์  พระองค์ได้อพยพผู้คนไปตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มแม่น้ำยะโฮร์ตอนล่างสุดของคาบสมุทรมลายูอย่างถาวร  และได้พยายามฟื้นฟูสถานะของยะโฮร์ให้เป็นรัฐที่สืบทอด
เชื้อสายราชวงศ์และอำนาจทางการเมืองของมะละกา

          ช่วงร้อยปีแรกของยะโฮร์ถือได้ว่าลุ่มๆ ดอนๆ เพราะถูกโจมตีจากศูนย์อำนาจอื่นๆ รอบข้าง โดยเฉพาะจากรัฐอะเจะห์ (Aceh) ซึ่งเป็นเมืองท่าที่คุมการค้าทางตอนเหนือของช่องแคบมะละกา  สถานะของยะโฮร์มาเริ่มมั่นคงขึ้นหลังจากที่รัฐอะเจะห์แพ้สงครามต่อกองกำลังรวมของโปรตุเกส ยะโฮร์และปัตตานีใน ค.ศ.1629  พอถึงทศวรรษต่อมา ยะโฮร์หันไปสร้างไมตรีกับบริษัท V.O.C. ของดัตช์และได้ร่วมมือกันช่วงชิงมะละกาจากโปรตุเกสมาให้ดัตช์ได้สำเร็จใน ค.ศ.1641  ผลจากความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ยะโฮร์ได้รับสิทธิพิเศษในการทำการค้ากับเมืองท่าดัตช์-มะละกาเป็นการตอบแทน  ความสัมพันธ์ทางการค้ากับดัตช์ทำให้ยะโฮร์กลายเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรือง
ขึ้นอย่างรวดเร็วมากในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 17  ช่วงระยะเวลาตั้งแต่
ค.ศ.1641 ถึง 1699  ถือเป็นยุคทองของรัฐยะโฮร์ ซึ่งขึ้นมามีศักดิ์ศรีในสายตาของชาวมลายูเกือบเทียบเท่าอาณาจักรมะละกา

          ยะโฮร์ได้พยายามรักษาจารีตประเพณีและทำหน้าที่ราชสำนักที่สืบทอดมาจากมะละกามาจนปลายคริสต์ศตวรรษ
ที่ 17  จึงได้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่สำคัญขึ้นเมื่อสุลต่านมาห์มุด ชาห์ถูกลอบปลงพระชนม์โดยหมู่ขุนนางใน
ค.ศ.1699  เหล่าขุนนางได้ยกอัครเสนาบดีเบนดาฮารา อับดุล จาลิลขึ้นเป็นสุลต่าน  แม้ว่าการเปลี่ยนราชวงศ์ครั้งนี้จะก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในหมู่รัฐมลายูอื่นๆ อยู่บ้างเนื่องจากสุลต่านพระองค์ใหม่มีพื้นเพมาจากคนระดับขุนนางเท่านั้น แต่เมื่อยะโฮร์สามารถธำรงบทบาททางการค้าและความมั่นคงทางการเมืองไว้ได้ ก็สามารถเรียกความมั่นใจและการยอมรับในหมู่รัฐมลายูกลับคืนมาได้แม้จะไม่เท่าเดิม

          ในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ผันผวนขึ้นที่รัฐยะโฮร์ ก็ได้มีพัฒนาการ
ประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในบริเวณกลุ่มเกาะอินโดนีเซีย ได้แก่
การอพยพย้ายถิ่นของชนเผ่าบูกีส์  (Bugis) จากเกาะสุลาเวซีมายังคาบสมุทรมลายู  และการรวมกลุ่มของชนเผ่ามีนังกาเบา (Minangkabau) บนเกาะสุมาตรา

          ในคริสต์ศตวรรษที่ 17  เมื่อดัตช์เริ่มเข้าไปมีบทบาทในหมู่เกาะโมลุกกะซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะสุลาเวซี  ดัตช์ได้สนับสนุนให้อารุง ปาลักกะ ผู้นำของแคว้นโบเน (Bone) บนเกาะสุลาเวซีเข้าโจมตีและปกครองแคว้นอื่นๆ  การปกครองที่เข้มงวดของอารุง
ปาลักกะทำให้ชาวบูกีส์บางกลุ่มเริ่มอพยพออกมาหาที่ตั้งหลักแหล่งใหม่  ผู้นำบูกีส์ที่มีบทบาทสำคัญคือกลุ่มนักรบพี่น้อง 5 คน ซึ่งเดินเรือท่องทะเลเข้ามาติดต่อยังเมืองท่าและราชสำนักต่างๆ ในบริเวณช่องแคบมะละกา ชวาและเกาะบอร์เนียว

           สำหรับชนเผ่ามีนังกาเบานั้นเป็นชนพื้นเมืองซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนกลางและทางตะวันออกของเกาะสุมาตรามานานแล้ว  ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชนเผ่านี้ตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐอะเจะห์  ต่อมา เมื่ออำนาจทางการเมืองของอะเจะห์อ่อนลง ชาวมีนังกาเบาจึงเริ่มรวมตัวกันแน่นแฟ้นขึ้นทางฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา โดยเฉพาะที่ลุ่มน้ำคัมปาร์และอินดรากีรีซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของรัฐยะโฮร์มาก่อน  เหตุการณ์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงเป็นเรื่องของการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในบริเวณช่องแคบมะละการะหว่างชนสามกลุ่ม ได้แก่ ชาวมลายูแห่งยะโฮร์ ชาวมีนังกาเบาและชาวบูกีส์

เต็งกูเติงงะห์ (Tengku Tengah) ราชธิดาแห่งบัลลังก์ยะโฮร์
          เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อผู้นำมีนังกาเบาจากรัฐซีอะก์ (Siak) บนเกาะสุมาตราที่ประวัติศาสตร์เอ่ยถึงในนามของ “ราจากจิก” (Raja Kecik ซึ่งแปลว่า “ราชาน้อย”) ได้นำทัพมีนังกาเบาเข้าโจมตีและเอาชนะกองทัพของยะโฮร์ได้ใน
ค.ศ.1718  ราจากจิกกล่าวอ้างตนว่าเป็นโอรสลับของสุลต่านมาห์มุด ชาห์แห่งยะโฮร์ที่ถูกเหล่าขุนนางปลงพระชนม์  
ดังนั้น จึงมีสิทธิในราชบัลลังก์ของยะโฮร์ อย่างไรก็ตาม ในชั้นต้น ราชากจิกคงจะตระหนักว่าศักดิ์ศรีของตนเองยังด้อยกว่าราชวงศ์ยะโฮร์อยู่หลายขุม จึงยอมให้สุลต่านอับดุล จาลิลปกครองยะโฮร์ต่อไป แต่ขอรางวัลในฐานะผู้ชนะโดยการอภิเษกกับพระธิดา  สุลต่านอับดุล จาลิลในฐานะผู้แพ้ก็ต้องจำยอมให้มีการหมั้นหมายระหว่างราชากจิกกับเต็งกูเติงงะห์ พระธิดาองค์ใหญ่

           ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่ง สุลต่านอับดุล จาลิลไปพบราชากจิกพร้อมกับพระธิดาองค์รองชื่อเต็งกูกามาเรียะห์ (Tengku Kamariah)  พอประสบพบพักตร์ ความรักก็เกิดขึ้น  ราชากจิกขอเปลี่ยนตัวคู่หมั้นทันทีโดยขออภิเษกกับพระธิดาองค์น้องแทน  เรื่องนี้เรียกได้ว่าทำให้หดหู่กันทั้ง
ราชสำนักยะโฮร์ทีเดียว  สุลต่านก็เคือง พระราชบุตรองค์ใหญ่ก็โกรธ แม้แต่พระธิดาองค์น้องก็ไม่อยากอภิเษก  แต่ใครจะเจ็บแค้นและเจ็บช้ำได้เท่า
เต็งกูเติงงะห์ พระธิดาองค์ใหญ่คงจะไม่มีอีกแล้ว  แพ้สงครามต้องทนให้
คนที่ตนเองเหยียดว่าด้อยกว่ามาทำใหญ่อยู่ในแผ่นดินยังไม่พอ ต้องทำใจทำตามหน้าที่ของยุวกษัตรีย์ยอมแต่งงานเพื่อการเมือง แล้วยังมาโดนคนไม่รู้จักธรรมเนียม ไม่มีสกุลรุนชาติทิ้งอีก  ต้องทนดูน้องสาวเข้าพิธีอภิเษกอย่างเสียดแทงใจ

          หลังจากที่ราชากจิกยกฐานะของตนเองจากผู้ปกครองรัฐเล็กๆ มาเป็นพระราชบุตรเขยของสุลต่านยะโฮร์ได้ไม่นาน กลุ่มพี่น้องชาวบูกีส์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ราชสำนักของยะโฮร์  ราชากจิกอาจจะมีความระแวงว่าจะมีคู่แข่งหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่ในการจัดงานต้อนรับแขกผู้มาเยือนครั้งนี้ ราชากจิกได้ออกต้อนรับแขกเมืองโดยทำตัวเสมือนเป็นสุลต่านยะโฮร์เสียเอง แถมยังมีการประกาศด้วยว่าจะลดฐานะของสุลต่านอับดุล จาลิลลงไปเป็นอัครเสนาบดีตามเดิม

          ว่าไปตามจริง พวกผู้ชายของราชวงศ์ยะโฮร์ขณะนั้นดูจะไม่ค่อยมีน้ำยาเท่าไร เพราะโกรธขนาดไหนก็แค่บ่น ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มีแต่เต็งกูเติงงะห์ พระธิดาองค์ใหญ่เท่านั้นที่ถือว่าเมื่อมีแค้น ก็ต้องชำระ  ดังนั้น เมื่อราชสำนักยะโฮร์จัดงานเลี้ยงรับรองชาวบูกีส์ ซึ่งตามธรรมเนียมของ
ราชสำนักอิสลาม สตรีจะออกต้อนรับแขกผู้ชายไม่ได้ แต่เต็งกูเติงงะห์ก็ไม่ยอมแพ้  นางไปยืนอยู่ข้างหลังม่านที่กั้นฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน แหวกม่านออกนิดนึงและโยนตุ้มหูใส่ตักนักรบบูกีส์คนสำคัญพร้อมเอ่ยปากพอให้ได้ยินว่า “ถ้าท่านเก่งและกล้าหาญจริงอย่างที่คนร่ำลือกัน ก็ช่วยแก้แค้นแทนข้า แทนพ่อของข้า แทนชาวยะโฮร์ให้ด้วย  ถ้ากำจัดอ้ายคนถ่อยได้ เราจะยอมเป็นทาสรับใช้ทุกอย่าง”  หนุ่มนักรบบูกีส์ได้ยินเช่นนี้มีหรือจะนิ่งเฉย ตอบไปทันทีว่าจะแก้แค้นให้ และถ้าทำได้สำเร็จ ขอแค่ให้แต่งตั้งพี่น้องบูกีส์คนใดคนหนึ่งเป็นอุปราชของยะโฮร์และให้ตำแหน่งนี้สืบทอดอยู่ในสายตระกูลของชาวบูกีส์สืบไปเท่านั้น

          เมื่อพระธิดาเปิดประเด็น สุลต่านก็รับลูกต่อได้ทันที ทำการผูกมัดพันธะสัญญาโดยอภิเษกเต็งกูเติงงะห์ให้กับพี่ชายคนโตของนักรบชาวบูกีส์  ตอนนี้ชาวบูกีส์เลยกลายเป็นเขยพี่-เขยน้องกับราชากจิก  เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า  ผู้นำยะโฮร์ มีนังกาเบาและบูกีส์ที่เกี่ยวดองกันผ่านผู้หญิงของยะโฮร์ได้แต่นั่งคานอำนาจกันไปมา  ในที่สุด
ก็พระธิดาองค์ใหญ่อีกนั่นแหละที่  “มือก็ไกว ดาบก็แกว่ง”  มากกว่าเพื่อนเพราะแค้นของพระนางยังไม่ได้รับการชำระ  
วันหนึ่งพอได้ยินข่าวราชากจิกกับเต็งกูกามาเรียะห์มีปากเสียงกัน พระนางก็ถือโอกาสไปเอาตัวน้องสาวออกมาจากวังของพระสวามี  แม้ราชากจิกมาตามเอาชายาคืน (ดูท่าจะรักจริงเหมือนกันนะ) พระนางก็ไม่ให้ จึงเกิดเป็นชนวนให้สู้รบกันขึ้นรอบที่สอง

          ที่แย่หน่อยคือตอนที่เกิดเรื่อง พี่น้องบูกีส์ไม่อยู่ที่ยะโฮร์  ราชวงศ์ยะโฮร์ก็ เลยสู้ชาวมีนังกาเบาไม่ได้  ต้องหนีลงเรือระหกระเหิน  ราชากจิกสั่งให้แม่ทัพเรือของตนตามถึงที่สุดและสั่งว่าถ้าเจอ ให้สังหารสุลต่านอับดุล จาลิลเสีย แล้วจับตัวคนอื่นๆ กลับมา ซึ่งแม่ทัพเรือมียังกาเบาก็ทำได้ตามคำสั่ง  เหตุการณ์ตอนนี้ ผู้บันทึกพงศาวดารของยะโฮร์ถึงกับรำพึงผ่านตัวอักษรออกมาเลยว่า “ท่านผู้อ่านคงจะรู้นะว่าผู้หญิงเป็นยังไง  เวลาที่เต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด แค้นขึ้นมาละก็ มักจะทำอะไรอย่างไม่มีความยั้งคิด  ไม่สนใจเลยว่าจะเกิดผลอย่างไร”

          แต่ท้ายที่สุด ผลที่เกิดนั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของยะโฮร์  อย่างแรกคือหลังจากที่สุลต่านอับดุล จาลิลถูกชาวมีนังกาเบาปลงพระชนม์ นักรบบูกีส์ก็ถือเหตุนี้ทำสงครามกับราชากจิกจนกระทั่งสามารถขับไล่ราชากจิกและ
ชาวมีนังกาเบาออกไปจากยะโฮร์ได้สำเร็จ  นอกจากนั้น เหตุการณ์นี้ยังส่งผลในระยะยาวอีกด้วย กล่าวคือ ผู้นำบูกีส์ได้สนับสนุนให้สถาปนาโอรสของสุลต่านอับดุล จาลิลขึ้นเป็นกษัตริย์ยะโฮร์องค์ต่อมา ได้แก่ สุลต่านซูไลมาน อัล-อาลัม
ชาห์  ขณะเดียวกัน ก็เสนอให้ย้ายราชสำนักของสุลต่านองค์ใหม่ไปอยู่ที่เมืองรีเอาบนเกาะบินตันทางตอนใต้ของสิงคโปร์เพื่อความคล่องตัวในการทำการค้า  เราจึงเรียกประวัติศาสตร์ยะโฮร์ช่วงนี้ว่าสมัย “ยะโฮร์-รีเอา”

           สุลต่านยะโฮร์องค์ใหม่ตอบแทนชาวบูกีส์โดยให้ตำแหน่งบริหารที่ถาวรและสูงส่งหลายตำแหน่ง  ที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งอุปราช หรือ รายามูดา ซึ่งตอนนี้เรียกใหม่ว่า ยังดีเปอตวน มูดา (Yang di Pertuan Muda) หรือ ยัมตวน มูดา  (Yamtuan Muda)  ตำแหน่งนี้จะสืบทอดตามสายตระกูลของชาวบูกีส์เท่านั้น  ด้วยเหตุนี้  ชาวบูกีส์จึงก้าวเข้ามาเป็นพลเมืองส่วนหนึ่งของรัฐยะโฮร์-รีเอาอย่างแน่นแฟ้นและถาวร ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาวบูกีส์มีส่วนในการสู้รบป้องกันอาณาจักรยะโฮร์-รีเอาจากการรุกรานของชาวมีนังกาเบาและ
ชาวดัตช์นับครั้งไม่ถ้วน

          นอกจากนี้ อุปราชชาวบูกีส์ยังมีบทบาทในการวางรากฐานทางการค้าให้แก่เมืองท่ารีเอาโดยการใช้เครือข่ายการค้าและความสัมพันธ์กับชุมชน
บูกีส์อื่นๆ ที่ตั้งถิ่นฐานครอบคลุมไปทั่วบริเวณช่องแคบมะละกา สุมาตราและบอร์เนียว  ในเมื่ออุปราชชาวบูกีส์มีความสำคัญต่อราชบัลลังก์ของยะโฮร์ถึงเพียงนี้ ก็เป็นอันเข้าใจได้ว่าจะต้องมีการกระชับความสัมพันธ์ทางเครือญาติโดยการแต่งงานระหว่างผู้นำชาวมลายูและชาวบูกีส์ต่อกันมาอีกหลายรุ่น  
ดังนั้น สุลต่านที่ปกครองรัฐยะโฮร์-รีเอาจึงมีเชื้อสายมลายูปนบูกีส์สืบต่อมาจนถึงองค์ปัจจุบัน

          ทั้งหมดนี้พอจะกล่าวได้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากความแค้นของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว....

 

ผู้เข้าชม: 1432
ความเห็นทั้งหมด (0)Add Comment

ร่วมแสดงความเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
ลดพื้นที่ลง | ขยายพื้นที่

security code
กรุณากรอกตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนลงในช่องนี้ด้วยค่ะ


busy
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 03 September 2009 )
 
ถัดไป >

ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย โครงการ*หมายเหตุสังคม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 e-mail: pawita50@gmail.com