สำรวจความคืดเห็น

คุณได้รับประโยชน์จากเว็บนี้
 

สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้50
mod_vvisit_counterเมื่อวาน156
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี่206
mod_vvisit_counterเดือนนี้1171
mod_vvisit_counterทั้งหมด44798

ผู้ดูแลระบบ






ลืมรหัสผ่าน?

คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ อดีต-ปัจจุบัน PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
โดย ทรงยศ แววหงษ์ - อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย   
Tuesday, 01 September 2009

 

          หลังจากเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์อาจารย์ทรงยศเรื่องประวัติศาสตร์ไทย  เราได้นั่งคุยกันต่อเรื่องความหมายของ “ประวัติศาสตร์”  และอดีตในสายตาคนรุ่นใหม่  ซึ่งมีหลายประเด็นที่คิดว่าคนทั่วไปอาจจะอยากร่วมเปิดประเด็นด้วยกัน (แน่นอนว่าทั้งหมดที่เราคุยกันเป็นความเห็นของ “คนรุ่นเก่า” 2 คนที่มีต่อ “คนรุ่นใหม่”  ส่วนที่ว่าคนรุ่นใหม่จะคิดเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ยังคงต้องรอให้คนรุ่นใหม่ตัวจริงออกมาแสดงความคิดเห็นกันอยู่นะคะ)

ทรงยศ: ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือเวลาที่ผมพูดคุยกับนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่อื่นๆ ผมมักจะรู้สึกว่าชุดความรู้ของเขาสามารถขาดตอนออกจากชุดความรู้ในอดีตได้ เช่น เรื่องการดูหนัง ผมพบว่าคนดูหนังในปัจจุบันสามารถดูแล้วรับรู้เรื่องราวของหนังเรื่องนั้นได้โดยที่ไม่นึกอิงไปถึงหนังในอดีตเลย  ที่เคยนิยมกันว่ามีหนัง 100 เรื่องที่ควรจะต้องดู  คนปัจจุบันอาจจะบอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย รู้จักแค่หนังดังๆ เมื่อปีสองปีที่แล้วก็พอ

          หรือเวลาผมพาคนรุ่นใหม่ไปดูจิตรกรรมฝาผนัง เขาก็ดูจะไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องราวของชาดกหรือพุทธประวัติซึ่งเป็นความรู้ชุดเดิมที่เดินทางต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

          ผมเลยเกิดคำถามว่าคนรุ่นปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีชุดความรู้ที่สืบเนื่องมาจากอดีต  เรามักจะได้ยินคนรุ่นเราๆ บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักความเป็นมาของบรรพบุรุษ  ผมไม่รู้ว่านี่เป็นคำบ่นที่ชอบธรรมหรือไม่  หรือว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อดีตอีกต่อไป  ตัดตอนเลยได้ไหม  และจะมีวิธีคิดที่สามารถอธิบายสิ่งเหล่านี้อย่างไร

อู่ทอง: ถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าคนรุ่นปัจจุบันยังคงควรต้องเรียนประวัติศาสตร์หรือไม่

ทรงยศ: ถ้าเราบอกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเวลา เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้สึกว่าเวลาในอดีตมีความสำคัญเท่ากับเวลาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน

           ผมคิดว่านี่เป็นภาพสะท้อนของกระแสการศึกษาทั่วโลก  การเรียนการสอนเกือบทุกระดับเป็นการศึกษาแบบ How to มากขึ้นทุกขณะ เพื่อที่จะเอาไปตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวัน  ด้วยเหตุนี้  คนในรุ่นปัจจุบันจึงบอกว่าอดีตไม่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจิตรกรรมมีเนื้อหาที่สำคัญอะไร ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นใครในประวัติศาสตร์  อยากรู้แค่คอมพิวเตอร์ทำงานยังไงก็พอแล้ว

          แม้แต่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้  เราจะเห็นกระแสความต้องการของผู้เรียน
ที่อยากเรียนแต่สิ่งที่เอาไป  “ทำ” อะไรได้  สิ่งที่เป็นพื้นฐานสร้างสมวิธีคิดและความเข้าใจอย่างปรัชญา ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของแนวคิดต่างๆ หรือแม้แต่วรรณคดีมักไม่ได้รับความสนใจในหมู่นักศึกษา  ขณะเดียวกัน เราเริ่มได้ยินการพูดถึงนักศึกษาว่าเป็น “ลูกค้า” ที่ต้องจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา  ยิ่งถ้ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบและเลี้ยงตัวเอง ผมก็เชื่อว่าการไหลตามกระแสและความต้องการของ “ตลาด” ก็จะยิ่งสูงขึ้น

อู่ทอง: ที่ตลกก็คือนักวิชาการมักกล่าวหาชาวบ้านว่าโง่ที่ชอบปลูกอะไรตามๆ กันจนพืชผลล้นตลาด  แต่แวดวงมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน  เวลามีงานใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมขึ้นมา ก็มีคนแห่กันไปเรียนจนไม่มีงานพอให้ทำ  อย่างนิเทศศาสตร์นั้น ครั้งหนึ่งก็ไม่ค่อยมีคนเรียน  พองานนักข่าวฮิตขึ้นมา ก็แย่งกันเข้าคณะนิเทศศาสตร์ยังกะอะไร  พอกระแสเริ่มอิ่มตัวและซบเซาลง ก็มีคนตกงานกันเป็นทิวแถว

          อีกอย่างที่เราว่าเป็นความคล้ายคลึงที่น่าสนใจก็คือในแง่หนึ่ง ชีวิตชาวบ้านทั่วไปอยู่กับความรู้แบบ Know how
ที่จำเป็นกับชีวิตประจำวันมานานแล้ว  พวกเขาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวจากพ่อแม่  จึงไม่มีความจำเป็นและอาจไม่อยากรู้หรอกว่าพระนเรศวรเป็นใคร เพราะมันไม่มีความหมายกับการเอาชีวิตและครอบครัวให้รอด  ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกเดียวกับเด็กสมัยนี้  เราเลยอดคิดไม่ได้ว่าโลกสมัยใหม่กำลังวนกลับไปที่เดิมมากกว่าจะกำลังก้าวไปข้างหน้าหรือเปล่า

          เราคิดว่าตัวกระตุ้นอันหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกถึงความจำเป็น
ที่จะต้องเรียนรู้อดีตจากประวัติศาสตร์ก็คือในโลกปัจจุบัน เด็กไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอดและความก้าวหน้าจากผู้ใหญ่  แต่ก่อน เวลาที่ชาวนาเรียนการทำนา ก็เรียนจากพ่อแม่  พ่อค้าก็เรียนรู้การค้าขายจากครอบครัว  บางเผ่าต้องอาศัยประสบการณ์ที่ยาวนานจึงจะรู้ว่าจะหาแหล่งน้ำได้จากไหน  คนสมัยก่อนจึงต้องอาศัยผู้ใหญ่คอย
สั่งสอนบอกเคล็ดลับ

          แต่ในปัจจุบัน พ่อแม่จำนวนมากยังมีความรู้สู้ลูกไม่ได้เลยในเรื่องการดำรงชีวิตแบบสมัยใหม่  ยังต้องอาศัยลูกให้อัดเพลงอัดละครให้  ให้สอนวิธีใช้อินเตอร์เน็ตให้  ดังนั้น ความสำคัญของผู้อาวุโสและความรู้ที่สะสมกันมาจากอดีตจึงลดน้อยถอยลง  คนที่มีความรุ่งเรืองในปัจจุบันคือคนที่ก้าวไปข้างหน้าโดยอาศัยฐานความรู้ชุดใหม่มากกว่าฐานความรู้จากอดีต

ทรงยศ: ผมคิดว่ากรณีชุดความรู้ของชาวนาในอดีตนั้น ชาวนาอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวของพระนเรศวรเลย ชาวนาแต่เขามีความรู้จำนวนมากเกี่ยวกับพันธุ์ข้าว ดินที่ใช้ปลูก การจัดการน้ำ ต่างๆ นานา ซึ่งก็ยังเป็นความทรงจำจากอดีตทั้งสิ้น  แต่พอมาถึงปัจจุบันกลับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้องการการดูแลและมีวิธีการปลูกด้วยเทคนิคสมัยใหม่
ที่มาจากห้องทดลองแทน  คือเกิดการเปลี่ยนชุดความรู้ที่จำเป็นเป็นอีกชุดหนึ่งไปเลย อย่างที่นักวิชาการมักเรียกกันว่า paradigm shift  ดังนั้น แม้แต่เกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป

          ผมคิดว่าท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ สิ่งที่
เรียกว่า paradigm shift นั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว  ช่วงรอยต่อของมันน่าสนใจมากทีเดียวว่าการเปลี่ยนผ่านชุดความรู้เช่นนี้จะรุนแรงขึ้นหรือมีความถี่ (เกิดเร็ว) ขึ้นมากน้อยแค่ไหน  ความรู้เพียงเมื่อ 10 ปีที่แล้วจะยังใช้ได้หรือไม่  ถ้าหากไม่ได้ มนุษย์เราจะมีความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่าง
รวดเร็วจนน่าจะเกิดแรงเสียดทานที่มหาศาลอย่างไร  สังคมจะมีสภาพอย่างไร  คุณค่าของสังคมจะอยู่ตรงไหน

อู่ทอง: เราคิดว่าจุดแตกต่างที่สำคัญอย่างหนึ่งระหว่างความรู้ชุดเก่ากับความรู้ชุดใหม่คือเรื่องของคุณค่า  เราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้แต่เรารู้สึกว่าคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอรรถประโยชน์ (utility) มากกว่าคุณค่า (value) และความหมายที่  “ใช้ประโยชน์”  อะไรไม่ค่อยได้  ในขณะที่การเรียนรู้ในโลกดั้งเดิมนั้นจะพ่วงความเชื่อ
ความเข้าใจและคุณค่าบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคนิคหรือการเอาชีวิตรอดเข้าไปด้วย เช่น ในขณะที่ชาวนาเรียนรู้วิธีการปลูกข้าว เขาจะได้รับการสั่งสอนให้เคารพแม่โพสพและประเพณีการทำบุญข้าวซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งปันไปด้วยพร้อมกัน

           เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ได้จากการเรียนรู้อดีตคือการซาบซึ้งหรือตระหนักถึงคุณค่าบางอย่างที่ดูเหมือนไม่มีความหมายกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยตรง เช่น คุณค่าของความเป็นไท ความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรี เหล่านี้เป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกผูกพันด้วยโดยไม่มีเหตุผล ผูกพันกับมันทั้งที่อาจไม่มีประโยชน์กับชีวิตประจำวัน (และอาจเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ)  แต่คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออรรถประโยชน์เพียงอย่างเดียว  เราอยู่เพื่อคุณค่าบางอย่างด้วย  เรายังเชื่อว่าคนยังยอมตายเพื่อคุณค่าบางอย่าง เช่น ตายเพื่อชาติได้ ถึงแม้ว่าคุณค่าดังกล่าวอาจดูไม่มีเหตุผลในแง่อรรถประโยชน์

          แต่ปัจจุบัน จะด้วยอะไรก็ตามแต่ คนส่วนใหญ่ดูจะไม่เห็น
คุณค่าของคุณค่าอีกแล้ว แต่กลับวัดคุณค่าด้วยราคา  สิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ จะมีค่าขึ้นมาได้ต้องมีราคา  แม้แต่ความสำคัญของแม่ก็มีการเสนอให้แสดงกันด้วยปริมาณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เช่น เงินที่ประหยัดได้จากค่านม ค่าคนเลี้ยงเด็ก ค่าคนทำความสะอาดบ้าน ค่าคนซักรีดเสื้อผ้า ฯลฯ)  เกิดกระแสการแปรทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน มีการวัดความสำเร็จในชีวิตด้วยจำนวนทรัพย์สินที่หามาได้ ฯลฯ  อาจด้วยเหตุนี้ก็ได้ที่คนรุ่นใหม่ดูจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับอดีตอีกต่อไปเพราะสิ่งที่เขาสนใจก็คืออะไรก็ตามที่ทำประโยชน์ให้เขาได้ในปัจจุบันมากกว่า

ทรงยศ: ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเรียกว่า “คุณค่า” นั้นคงยังมีอยู่ แต่คงต่างออกไปจากของเรา เช่น มีคนรุ่นใหม่คนหนึ่งพยายามเอาเพลงที่เขาชอบมาให้ผมฟัง   ผมไม่ชอบเลยเพราะมันใช้เสียงที่ผสมขึ้นมาจาก synthesizer จำนวนมาก ซึ่งเขาพยายามอธิบายว่าคนที่แต่งเพลงนี้ได้รับรางวัลจากการประพันธ์เพลงในชุดนี้และอะไรอีกมากมาย ซึ่งก็เป็นคุณค่าบางอย่างสำหรับเขาและเป็นเหตุผลที่สำคัญมากในการเลือกของเขา แต่ผมคิดต่างไป

          ผมเลยพูดถึงไวโอลินโดยย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18  มีนักสร้างไวโอลินชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่มีแหล่งไม้สำหรับผลิตไวโอลินของตัวเองโดยเฉพาะ และสร้างไวโอลินแต่ละตัวโดยใช้มือขูดด้วยตัวเองและชำนาญพอที่จะรู้ว่าต้องขูดไม้จนบางแค่ไหนถึงจะได้ไวโอลินที่ให้เสียงแบบที่เขาต้องการ  เมื่อได้ฟังเสียงที่เกิดจากไวโอลินที่เขาทำ ผมรู้สึกว่ามันช่างไพเราะเหลือเกิน  ไวโอลินชุดนี้มีเหลืออยู่ไม่กี่ตัวในโลก และแต่ละตัวก็มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเฉพาะของตัวเองทั้งนั้นเลย  ผมรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง

          ผมถามเพื่อนคนที่กล่าวถึงข้างต้นว่าเสียงของไวโอลินในเพลงชุดที่เขาเอามาให้ผมฟังเป็นอย่างไร เขาให้คำอธิบายเครื่องดนตรีอย่างชื่นชมมาก  แต่เมื่อฟังสิ่งที่เขาเรียกว่าคุณค่าเหล่านั้นแล้ว  ผมนึกไม่ออกว่ามัน  match  กับความชื่นชมของผมอย่างไร

อู่ทอง: จริงๆ แล้ว เราไม่ได้คิดว่าคนในยุคปัจจุบันจะไม่สนใจเรื่องคุณค่าเลย  แต่เสียดายว่าคุณค่าทุกวันนี้ดูจะเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงมาก  คนสมัยนี้คงไม่พอใจกับการใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเขียนหนังสืออมตะเพียงเล่มเดียวในชีวิตแต่อยากเขียนหนังสือออกมาให้ได้หลายๆ เล่มมากกว่า ดังนั้น เวลาที่ฟังคุณพูดชื่นชมว่ากว่าจะสร้างไวโอลินชนิดนั้นขึ้นมาได้ ต้องใช้ความพยายามสักเท่าไร  คนปัจจุบันอาจจะคิดว่าไม่ควรจะต้องเสียเวลามากขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่คิดเครื่องมืออะไรบางอย่างเพื่อช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นได้ เพราะการไปให้ถึงเป้าหมายและความสำเร็จต่างหากคือสิ่งสำคัญที่ควรชื่นชม

          จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยฉายหนังให้นักศึกษาดู ซึ่งทุกคนจะรู้สึกประทับใจกับความสำเร็จของตัวเอกอย่างมาก  แต่เมื่อเราถามว่ามีใครเคยนึกชื่นชมผู้ที่ล้มเหลวบ้างไหม  ไม่มีใครเลยที่เห็นคุณค่าของความล้มเหลว เราพบว่ามันยากมากที่จะให้นักศึกษาเห็นว่าความพยายามนั้นมีคุณค่าและสำคัญยิ่งกว่าผลสำเร็จของมันเสียอีก เราเองรู้สึกเหมือนที่เราเขียนไว้ในเรื่องพระมหาชนกว่าสิ่งที่พุทธศาสนาพยายามจะสอนคือกระบวนการของความพยายามต่างหากที่มีคุณค่า  ผลสุดท้ายของความเพียรนั้นจะเป็นความสำเร็จหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่คนรุ่นปัจจุบันดูจะคิดแบบนั้นไม่ได้ ความพากเพียรพยายามดูจะไร้ความหมายถ้าไปไม่ถึงฝั่งฝัน

          ตลกดีนะที่คุณกับเรามานั่งปรารภกันเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ราวกับว่าเราไม่พอใจและอยากให้โลกเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริง เรารู้สึกเหมือนคุณตรงที่ว่าเวลาได้ยินคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจะบอกเสมอว่าเขารู้ เพียงแต่เขารู้คนละอย่างกับที่เรารู้ และสิ่งที่เขารู้หลายอย่าง เราก็ไม่รู้  แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะคนรุ่นเก่าที่โตมากับความรู้ชุดหนึ่ง ย่อมรู้สึกเสียดายที่ความรู้ชุดซึ่งเราเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของมันดูจะหมดความหมายลงไปเรื่อยๆ

          แต่จริงๆ แล้ว เราก็ไม่ได้รู้สึกวิตกอะไรเพราะคิดว่าโลกมันก็คงหมุนไปแบบนี้แหละ และคนรุ่นก่อนหน้าเราก็คงเคยวิตกจริตกับคนรุ่นเราเหมือนๆ กัน

          แล้วคนแก่รุ่นเก่า 2 คนก็หัวเราะให้แก่กัน.... ^_^

 

ผู้เข้าชม: 786
ความเห็นทั้งหมด (2)Add Comment
...
โดยคุณ อรวรรณ, November 04, 2009
สวัสดีอาจารย์ทั้งสองท่านค่ะ

นานๆ จะได้มาอ่านหมายเหตุสังคมสักครั้ง (แม้จะรู้จักมาตั้งแต่เริ่มแรก) เพิ่งได้รู้ว่าจะไม่มีต่อไปแล้ว เสียดายจังค่ะ

ได้อ่านความเห็นจากอาจารย์แล้ว อดขอร่วมแสดงความเห็นร่วมด้วยไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าความรู้สั่งสมมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันยาวนานมาก จนทำให้คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน(รวมทั้งตัวเองด้วยค่ะ)ไม่อาจจะรับรู้อะไรได้มากมาย และหลายคนอาจมองว่าประวัติศาสตร์หรืออดีตเหล่านั้นไม่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ประกอบกับค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับวัตถุเงินทองมากขึ้น เกือบทุกประเทศล้วนวัดความเจริญจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลัก หลายคนจึงสนใจแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ 'หาเงิน' ได้มากๆ และความเจริญทางวัตถุในยุคปัจจุบันก็เร่งเร้าให้ต้องพยายามเรียนรู้เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือช่วยหาเงินนั่นเอง

ชาวไร่ชาวนาในชนบทอาจไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพระนเรศวร เพราะไม่ช่วยในการทำมาหากิน แต่เชื่อว่าเค้าได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเขาเอง รู้ที่มาที่ไปและรากเหง้าของตัวเอง ขณะที่คนกรุงส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขตพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ เคยมีความเป็นมาอย่างไร (หรืออาจไม่รู้แม้กระทั่ง family tree ของตัวเอง) ความรู้ทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นอาจไม่ช่วยในเรื่องการประกอบอาชีพโดยตรง แต่เชื่อว่ามีส่วนอยู่บ้างในเรื่องความอยู่รอดนะคะ เพราะส่งผลในทางจิตใจในแง่ให้กำลังใจและมองเห็นคุณค่าในชีวิตและเคารพธรรมชาติ (ดังเช่นที่อาจารย์กล่าวถึงประเพณีเกี่ยวกับข้าว)

เข้าใจว่าคนสมัยก่อนต้องพึ่งพาธรรมชาติมากกว่าคนในปัจจุบัน ที่ผ่านพ้นช่วงเวลายาวนานในการพยายามเอาชนะธรรมชาติ เพื่อมุ่งสู่ "คุณภาพชีวิต" ในแบบที่ตนปรารถนา จนอาจลืมไปว่าความรู้และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์เหล่านั้นล้วนมีรากเหง้ากำเนิดมาจากธรรมชาติ ดังนั้น ชุดความรู้ดังเช่นที่อาจารย์ว่า ก็ค่อยๆ แปรสภาพไป เด็กรุ่นใหม่จึงห่างไกลจากธรรมชาติ จากนามธรรม(เช่น ศีลธรรม จริยธรรม) มองความสำเร็จจากวัตถุในครอบครอง จากภาพลักษณ์ภายนอกว่าต้องทันสมัยอินเทรนด์ จากฐานะทางเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์เลยกลายเป็นเรื่องคร่ำครึและไร้ประโยชน์ ทั้งยังไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติ

มีโอกาสดีได้รับฟังความคิดเห็นจากอาจารย์ที่น่าเคารพหลายท่านหลายครั้ง ซึ่งให้แง่คิดว่า "คุณค่า" มิได้วัดจากรูปธรรมเท่านั้น แต่เกี่ยวพันลึกซึ้งกับจิตใจ ประกอบกับร่ำเรียนมาในสายภาษาและวรรณคดี (แต่ไม่ค่อยได้อ่านงานวรรณกรรมค่ะ อ่านเฉพาะภาคบังคับเท่านั้น) เลยยังพอมองเห็นแง่ดีแง่งามและประโยชน์จากประวัติศาสตร์ ยอมรับว่าสมัยมหาวิทยาลัย ไม่ค่อยชอบวิชาประวัติศาสตร์เอาเสียเลย แต่พอผ่านชีวิตการทำงานและลองค้นคว้าความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อประกอบการท่องเที่ยว จึงพบเป็นเรื่องน่าเรียนรู้และสนุก และค้นพบตัวเองว่าสมัยเรียนไม่สนุกเพราะไม่ชอบทฤษฎีและการจดจำเพื่อนำไปตอบข้อสอบเอาคะแนนค่ะ แม้จะเป็นในแง่วิเคราะห์วิจารณ์ก็ตาม

คนหลายคนอาจลืมไปนะคะว่าการมีชีวิตได้ไม่ใช่แค่หาเลี้ยงตัวเองได้ แต่ต้องมีกำลังใจและเห็นคุณค่าในชีวิตด้วย ถึงจะสามารถครอบครองวัตถุเงินทองได้มากมายมหาศาล ความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุดกลับผลักดันให้ยิ่งพยายามหาให้มากขึ้นๆ แล้วจะมีประโยชน์อะไรหากข้าวของเงินทองมากมายเหล่านั้นไม่อาจช่วยให้เรารู้จักสุขแท้จริงได้ เมื่อไม่รู้จักพอ ก็ดิ้นรนไขว่คว้า จิตใจขาดสิ่งเติมเต็ม เฝ้าแต่คิดว่าตัวเองไม่มีความสุขเพราะยังขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยลืมนึกไปว่าหากขาดสิ่งเหล่านั้นแล้วไม่มีความสุขจริง ไฉนเราจึงยังได้เห็นรอยยิ้มของชาวนาชาวไร่ (เมื่อเทียบด้านวัตถุแล้ว ย่อมมีน้อยกว่าชาวกรุงแน่ๆ) และของบุคคลที่เราเรียกเค้าว่า 'ผู้ยากไร้'

ประวัติศาสตร์และอดีตคือสิ่งที่ทำให้เกิดปัจจุบัน ปัจจุบันจะกลายเป็นอดีตในอนาคต และเรื่องราวที่เคยผิดพลาดในอดีต ก็นำมาเป็นสิ่งสอนใจเตือนใจให้หาหนทางแก้ไข แม้ทำไม่ได้ในปัจจุบัน ก็ค่อยๆ หาหนทางไปจนถึงอนาคต ดังนั้น จึงไม่ควรมองข้ามประวัติศาสตร์เลย อาจไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด แต่ควรรู้ไว้บ้างเพื่อให้เข้าใจความเป็นไปและสัจธรรมของชีวิตค่ะ เพราะเป็นหลักฐานชี้ชัดช่วยเตือนสติว่าโลกนี้มีเกิด มีดับ มีรุ่งเรือง และมีเสื่อมถอย

เขียนมาเสียยาว ไม่รู้ว่าหลุดประเด็นหรือเปล่านะคะ แต่อยากแสดงความคิดเห็นน่ะค่ะ ตัวเองก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่เสียทีเดียว เพราะอายุก็สามสิบแล้ว แต่ก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่ และกำลังจะเป็นคนรุ่นเก่า ที่มักมอง(จับผิด)คนรุ่นใหม่อยู่เสมอค่ะ
...
โดยคุณ อู่ทอง, November 06, 2009
ขอบคุณสำหรับความเห็นที่ยาวจุใจดีจังค่ะ อยากให้มีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนแบบนี้กันบ่อยๆ นะคะ

ร่วมแสดงความเห็น
quote
bold
italicize
underline
strike
url
image
quote
quote
smile
wink
laugh
grin
angry
sad
shocked
cool
tongue
kiss
cry
ลดพื้นที่ลง | ขยายพื้นที่

security code
กรุณากรอกตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านบนลงในช่องนี้ด้วยค่ะ


busy
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 03 September 2009 )
 
ถัดไป >

ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดย โครงการ*หมายเหตุสังคม

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 e-mail: pawita50@gmail.com