|
เมื่อพูดถึงนโยบายของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการให้กับ คนกลุ่มต่างๆ ในสังคม นโยบายที่เรียกว่าประชานิยมคงจะเป็นนโยบายที่ติดหูคนไทยมากที่สุดนโยบายหนึ่ง โดยหากย้อนกลับไปในช่วงของการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาพรรคการเมืองต่างพากันชูนโยบายเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการให้กับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมกันอย่างกว้างขวาง
แต่ในวันนี้ประเด็นเรื่องการจัดสวัสดิการเหล่านั้นดูจะแผ่วจางลงไปจากกระแสข่าวตามหน้าจอโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็อาจเป็นเพราะธรรมชาติของสื่อสารมวลชนที่จะต้องเกาะติดกับสถานการณ์ความเป็นไปของเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม คงจะไม่เสียหายหากเราจะลองมาทำความเข้าใจกับเรื่องการจัดสวัสดิการแบบรัฐสวัสดิการกันดู เผื่อบางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกแบบใหม่เวลาได้ยินได้ฟังนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐสวัสดิการคืออะไร พวกเราหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “สวัสดิการ” โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสประชานิยมและการจัดสวัสดิการโดยรัฐขึ้นอย่างแพร่หลาย เริ่มตั้งแต่ประชานิยมในยุครัฐบาลทักษิณ อย่างเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค พักชำระหนี้เกษตรกรและกองทุนหมู่บ้าน มาจนกระทั่งถึงการจัดสวัสดิการโดยรัฐของรัฐบาลอภิสิทธิ์ (ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่ใช่ประชานิยมแต่ก็ไม่รู้ว่าแตกต่างกับประชานิยมอย่างไร) เช่น โครงการเรียนฟรี 12 ปีและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คำถามก็คือสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการจัดสวัสดิการแบบรัฐสวัสดิการหรือไม่ แต่ก่อนจะมาถึงคำตอบ เราลองมาพิจารณาคำนิยามหรือคำจำกัดความของรัฐสวัสดิการกันก่อน โดยทั่วไปแล้ว รัฐสวัสดิการหมายถึงระบบทางสังคมที่รัฐให้หลักประกันแก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในด้านปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยรัฐจะจัดให้มีสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ที่สำคัญอันได้แก่ หลักประกันด้านสุขภาพ หลักประกันด้านการศึกษา หลักประกันด้านการมีงานทำ/ การว่างงานและหลักประกันด้านบำนาญชราภาพ กล่าวคือ ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการป้องกันและรักษาโรค มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาตามความสามารถ ได้รับการส่งเสริมให้มีงานทำรวมถึงได้รับความช่วยเหลือเมื่อตกงาน และสุดท้าย ได้รับเงินบำนาญเมื่อถึงวัยที่ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้น รัฐสวัสดิการจึงเป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการโดยรัฐที่ครบวงจร ดังคำกล่าวที่ว่าจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน หรือตั้งแต่บุคคลคนหนึ่งเกิดขึ้นมาจนกระทั่งตายจากไป นอกจากนี้ รัฐสวัสดิการยังเป็นระบบถ้วนหน้า นั่นคือ ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการดังกล่าวจากรัฐโดยรัฐไม่ต้องพิจารณาว่าบุคคลใดบ้างที่สมควรจะได้รับสวัสดิการ
จากที่กล่าวมา หลายคนคงจะพยักหน้าเห็นด้วยว่าน่าอิจฉาประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบบรัฐสวัสดิการเพราะคนเหล่านั้นจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่าสวัสดิการต่างๆ ที่ประชาชนได้รับจากรัฐนั้นก็มิใช่ว่าประชาชนจะไม่มีต้นทุนที่ต้องจ่าย เพราะแน่นอนว่างบประมาณที่รัฐจะจัดสรรให้กับการจัดสวัสดิการที่รอบด้านนั้นคงจะต้องเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลทีเดียว ก็แล้วงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ว่านั้นจะมีที่มาจากแหล่งใดถ้าไม่ใช่จากภาษีที่ประชาชนต้องจ่าย เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็อาจเกิดคำถามขึ้นว่าถ้าเช่นนั้น เราจะจัดระบบรัฐสวัสดิการกันไปทำไม ก็ในเมื่อแท้ที่จริงแล้ว ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์จากสวัสดิการก็จะต้องเป็นผู้จ่ายอยู่ดี เราจะมาลองหาคำตอบกันในส่วนต่อไป ทำไมต้องรัฐสวัสดิการ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พวกเราคงจะรู้สึกได้ถึงความสะดวกสบายและชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าในอดีต เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เราอาจหลงลืมประเด็นสำคัญบางประเด็นไป 1. ความสะดวกสบายต่างๆ นั้นล้วนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ซึ่งนั่นหมายความว่าสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตนั้นจะต้องแลกมาด้วยเงิน และเงินนั้นจะได้มาก็ด้วยการทำงาน ซึ่งการทำงานในระบบทุนนิยมนั้นมีนัยยะถึงการเป็นปัจเจกบุคคลและความไม่แน่นอนของการมีงานทำ (โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ) 2. การพัฒนาประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างประชาชนของประเทศอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ในทางหนึ่ง การพัฒนาและความเจริญเติบโตได้ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและความสะดวกสบายแก่คนกลุ่มหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องรับภาระของการพัฒนาหรือได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาน้อยกว่าคนกลุ่มแรก ดังนั้นแล้ว เพื่อช่วยลดปัญหาจากความไม่แน่นอนอันจะเกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคลในตลาดแรงงานและความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากกระบวนการพัฒนา รัฐจึงจำเป็นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการแทรกแซงตลาดเพื่อลดหรือแก้ปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเราพูดกันอยู่เสมอว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นพื้นฐานของสังคม ดังนั้น พวกเราจึงคุ้นเคยกับการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ประสบปัญหาในลักษณะของการช่วยเหลือแบบเป็นรายๆ รวมถึงการสังคมสงเคราะห์ ทั้งในระดับของประชาชนและหน่วยราชการ พวกเราคุ้นเคยกับการร่วมบริจาคอาหารกระป๋องให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม คุ้นเคยกับการบริจาคผ้าห่มให้กับผู้ประสบภัยหนาว คุ้นเคยกับการไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้าในวันเกิด คุ้นเคยกับรายการประเภท “วงเวียนชีวิต” (ซึ่งมักจะมีเลขที่บัญชีให้คนร่วมบริจาคปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์) รวมถึงการร่วมลุ้นไปกับการติดตามข่าวการช่วยเด็กชายลูกครึ่งญี่ปุ่นตามหาพ่อ แต่ในทางกลับกัน พวกเราคงจะรู้สึกอัดอัด ไม่สบายใจและอาจถึงขั้นรำคาญใจหากเราได้รับฟังข่าวคนงานโรงงานสิ่งทอรวมกลุ่มกันปิดถนนเพื่อประท้วงนายจ้างที่เลิกจ้างโดยไม่บอกล่วงหน้าและประท้วงกระทรวงแรงงานที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ความรู้สึกทำนองนี้เกิดจากพื้นฐานความคิดแบบอุปถัมภ์และแบบสังคมสงเคราะห์ของเราที่คิดว่าความช่วยเหลือนั้นเป็นความเมตตากรุณาของผู้มอบให้ ไม่สมควรที่ผู้รับจะมาเรียกร้องหรือต่อรองใดๆ ดังเช่นที่จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต สว.กรุงเทพกล่าวเอาไว้ว่า
"เรายังอยู่ในโลกที่มองการแก้ปัญหาทางสังคมเป็นลักษณะการช่วยคนที่เป็นปัจเจก เป็นรายคนไป มากกว่าเป็นระบบ แล้วเรายังมองว่าสวัสดิการเหมือนเป็นความเมตตาที่สังคมมีต่อคน มากกว่าเป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐที่จะต้องประกันให้ทุกคน ให้การแบ่งปันทรัพยากรของประเทศนั้นมีความยุติธรรม และรัฐมีหน้าที่ดูแลให้ทุกคนเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่คนยังมองไม่เป็นเอกภาพ เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามผลักดัน” จากคำกล่าวนี้ของอาจารย์จอน เราคงจะพอมองเห็นว่าการให้ด้วยความเมตตานั้นไม่ได้วางอยู่บนฐานคิดของการให้ความสำคัญกับสิทธิที่มนุษย์ทุกคนจะพึงมี สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม ไม่ว่ามนุษย์คนนั้นจะสามารถแข่งขันในระบบตลาดได้หรือไม่ แนวความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการจึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการให้ความสำคัญกับสิทธิอันนี้ รัฐสวัสดิการในฐานะที่เป็นรูปแบบการจัดสวัสดิการให้กับประชาชนในสังคมจะเข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านตั้งแต่เกิดจนตาย โดยถือว่าเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม โดยงบประมาณในการจัดสวัสดิการนั้นจะต้องมีที่มาจากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ซึ่งก็หมายความว่ารัฐจะทำการเก็บภาษีจากผู้ที่มีรายได้มากในอัตราที่สูงกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย เนื่องจากถือว่าผู้ที่มีรายได้สูงนั้นเป็นผู้ที่สามารถแสวงหาประโยชน์จากการพัฒนาและการเติบโตได้มากกว่า ดังนั้น การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจึงเปรียบเสมือนเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะจัดสรรทรัพยากรใหม่เพื่อทำให้การกระจาย รายได้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
การจัดสวัสดิการในรูปแบบของรัฐสวัสดิการจึงมิได้มีความหมายเพียงแค่การพยายามที่จะจัดสรรสวัสดิการให้กับประชาชนทุกคนเท่านั้น แต่ยังมีความหมายถึงความพยายามในการที่จะทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นด้วยการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คน และนี่คงจะเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไมจึงต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เราควรก้าวไปสู่รัฐสวัสดิการหรือไม่ มีข้อถกเถียงและข้อโต้แย้งมากมายเกี่ยวกับข้อจำกัดและผลที่ไม่ถึงปรารถนาของรัฐสวัสดิการ ซึ่งในที่นี้จะขอยกมานำเสนอในสองประเด็น หนึ่งคือข้อโต้แย้งที่ว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้ประชาชนขี้เกียจและไม่รับผิดชอบต่อตนเอง เนื่องจากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจะลดแรงจูงใจในการทำงานเพราะทำมากก็จะถูกเก็บภาษีมาก ดังนั้น ทำน้อยๆ เพื่อจะได้ถูกเก็บภาษีน้อยๆ แล้วเอาเวลาไปพักผ่อนดีกว่า นอกจากนี้ อัตราการว่างงานจะพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากประชาชนจะไม่กลัวการว่างงานเพราะถึงแม้จะว่างงาน รัฐก็ยังจะเข้ามาดูแลรับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ซึ่งข้อโต้เถียงหรือข้อโต้แย้งในประเด็นนี้คงไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปได้อย่างง่ายๆ และคงจะไม่มีข้อสรุปในลักษณะขาวดำหรือผิดถูก สองคือประเด็นเรื่องงบประมาณของประเทศที่จะต้องใช้ในการจัดสรรสวัสดิการในรูปแบบของรัฐสวัสดิการ ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ประมาณการว่ารัฐจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากถึงสี่แสนล้านบาทเพื่อการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการยกตัวอย่างของอัตราภาษีในประเทศที่เป็นตัวแบบของรัฐสวัสดิการว่าจะต้องสูงถึงร้อยละ 50 หรือมากกว่า คำถามจึงมีว่าคนไทยพร้อมที่จะจ่ายภาษีในระดับที่สูงขนาดนั้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องตระหนักไว้ก็คือไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงขนาดนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าอัตราภาษีที่จะใช้เป็นอัตราภาษีแบบก้าวหน้า นั่นคือ ผู้มีรายได้สูงจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย จากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมานั้น คงจะต้องมีการศึกษาและข้อ ถกเถียงอีกมากก่อนที่จะก้าวไปสู่การหาฉันทามติร่วมกันว่าสังคมไทยสมควรที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐสวัสดิการหรือไม่ แต่ก่อนหน้านั้น อย่าลืมตอบคำถามกับตัวเองว่ารูปแบบสวัสดิการที่ประเทศไทยเรามีอยู่ในปัจจุบันนี้มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการหรือไม่ และถ้าหากต้องการที่จะก้าวไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ จะต้องทำอย่างไร อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ทันบรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายที่ชอบใช้คำว่ารัฐสวัสดิการมาหาเสียงกับประชาชน
|